![]()
บทความ
โดย หลิน
สตีเฟน ฟังค์ นายทหารเกย์ผู้ปฏิเสธสงคราม
สตีเฟน ฟังค์ พ้นโทษแล้ววันนี้
เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ณ เมืองซานฟรายซิสโก องค์กรต่อต้านสงคราม A.N.S.W.E.R. (Act Now to Stop War & End Racism)มอบรางวัลนักกิจกรรมรุ่นเยาว์แห่งขบวนการต่อต้านสงครามให้เขา และต้อนรับการ กลับบ้านของเขาอย่างอบอุ่น
สตีเฟน ฟังค์ เป็นใครและมีความสำคัญอย่างไรหรือ
เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง ๒๑ ปีและเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เขามียศสิบตรีในหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐ
เมื่อสหรัฐประกาศสงครามกับอิรัก หน่วยนาวิกโยธินของเขาถูกสั่งให้เข้าปฏิบัติหน้าที่ในอิรัก แต่สตีเฟน
ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรบ เขากลับมาเข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านสงคราม เขาขึ้นพูดบนเวทีต่อต้าน สงคราม ในฐานะทหารที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามและจะไม่ยอมกระทำตามคำสั่งของกองทัพเขายังประกาศอย่างเต็มตัวอีกว่า เขาเป็นเกย์
เขาชี้ให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐนั้นเต็มไปด้วยการเหยียดผิวและการเกลียดชังคนรักเพศเดียวกันอย่างไร
ผลจากการไม่ยอมร่วมรบในสงครามก็คือ เขาถูกตัดสินจำคุก ๖ เดือน ถูกลดยศเป็นพลทหาร และตัดเงินเดือน ๒ใน๓ ขณะจำคุกชื่อ ภาพ และเรื่องราวของเขา ถูกตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์และเวบไซท์ของกลุ่มต่อต้านสงคราม เผยแพร่คำพูด และจุดยืนของสตีเฟน กลุ่มต่อต้านสงครามของคนรักเพศเดียวกันร่วมกันรณรงค์ให้ปล่อยตัวเขา
เขาเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาหยัดยืนเพื่อสันติภาพ และปฏิเสธการเข่นฆ่าชีวิต
ในคุก เขาเขียนจดหมายอธิบายการกระทำของเขาว่า
ผมเกิดและเติบโตที่ซีแอตเติ้ล ตั้งแต่มัธยมปลายมาแล้วที่ผมทำงานเพื่อผู้ด้อยโอกาส นักโทษการเมือง
และองค์กรเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมในชุมชนของเรา แต่แม้ว่าผมจะมีประสบการณ์เช่นนี้ ผมยังถูก ชักจูงให้เข้าเป็นนาวิกโยธินผมเพิ่งเรียนจบและมีอาการซึมเศร้าเพราะรู้สึกไร้จุดหมายในชีวิตทั้งยังสับสนไปหมด
เจ้าหน้าที่ในกองทัพชักจูงผมว่า ในกองทัพผมจะได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น การสร้างวินัย และที่สำคัญที่สุด ชีวิตจะมีทิศทางและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ สองอย่างหลังนี้จูงใจผมมากที่สุดชีวิตในค่ายทหารทำให้ผมตื่นขึ้นมารับรู้ความจริง แต่นั่นก็สายไปแล้วที่ผมจะทำอะไรได้
ผมรู้ดีอยู่ว่าสงครามเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมและไร้ความยุติธรรมแต่ทุกคนบอกผมว่าไร้ประโยชน์ที่จะลาออกจากกองทัพ
จนในเดือนกุมภาพันธ์ที่หน่วยของผมถูกเรียกให้เข้าสนับสนุนการโจมตีในอิรักผมไม่สามารถจะเชื่อฟังกองทัพได้อีกต่อไป
ท่ามกลางภาวะสงครามที่อยุติธรรมและการหลอกลวงของผู้นำของเรา ผมนิ่งเงียบอีกต่อไปไม่ได้แล้ว วันที่ ๑ เมษายน ผมแถลงข่าวก่อนที่จะเข้ามอบตัวกับกองทัพ ผมลุกขึ้นพูดเพื่อให้ผู้อื่นในกองทัพรู้ว่าพวกเขามีสิทธิเลือก
และมีหน้าที่ที่จะต่อต้านความผิดศีลธรรมและคำสั่งที่ผิดกฎหมายคุณไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งใน
เครื่องจักรเแห่งสงครามนี้ที่ฐานทัพผมถูกข่มขู่หลายครั้งผมถูกขู่ฆ่าด้วยแต่ผมก็ได้รับการสนับสนุนอย่างมากมายแม้จากนายทหารที่ถูก
ส่งตัวไปประจำการ แน่นอนว่าผมไม่ได้มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่คิดเช่นนี้
ในงานเลี้ยงต้อนรับการกลับบ้านของเขา ลีลานิ โดเวล กรรมการของ Queer for Peace and Justice และ A.N.S.W.E.R ของแคลิฟอร์เนียเหนือ กล่าวว่า
เราเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะยกย่องผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อขบวนการยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน
และการเหยียดผิวในกองทัพ และเรายินดีต้อนรับการกลับมาของเขาสตีเฟน กล่าวว่า มีคนมากมายยื่นความช่วยเหลือให้ผม ผมอยากกล่าวคำขอบคุณจากใจจริง สองปีก่อนเมื่อผม เข้าทำพิธีสาบานตนเข้าประจำการในกองทัพ ขณะที่ผมเดินกลับบ้าน ผมอาเจียนออกมาทันที เมื่อคิดได้ว่าตอนนี้ จอร์จ บุชเป็นนายของผมแล้ว แต่อีกปีหนึ่งผ่านมา ผมได้อ่านเรื่องราวของทหารรุ่นก่อน ๆ ที่ปฏิเสธสงคราม
ทำให้ผมรู้ว่าผมสามารถทำอะไรได้ และตั้งแต่บัดนั้น ผมก็ทำตลอดมาเขาเสริมว่า ผมดีใจที่เป็นคนเลือดผสม เป็นเกย์ และเป็นฟิลิปปินโนเพราะมันทำให้ผมได้รับแรง สนับสนุนจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม
เขายังกล่าวสนับสนุนให้ทุกคนเข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงการยึดครองอิรัก ในวันที่ ๒๐ มีนาคม
ซึ่งเป็นวันที่ผู้คนทั่วโลกจะพร้อมใจกันออกมาแสดงพลังกันอีกครั้ง
เกี่ยวกับผู้เขียน : หลิน เป็นนักศึกษาเรียนเรื่องจิตวิญญาณผู้หญิง ที่ซานฟรานซิสโก ได้เห็นเรื่องราวหลากหลาย
ของชาว เกย์เลสเบี้ยน ที่นั่น เลยเอามาเล่าให้ฟังกัน