บทความ
โดย
ฮิมิโตะ ณ เกียวโต himito_kyoto@yahoo.com /จากคอลัมน์ กะเทาะใจ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับเสาร์สวัสดี ฉบับที่ 264 วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2547



หลอกกันเล่นหรือเปล่า


เกือบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเหลือบไปเห็นข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์เรื่อง รณรงค์ปราบ ?ตุ๊ด? ของกระทรวงวัฒนธรรม

ตามเนื้อข่าวบอกว่า ตอนนี้กระทรวงวัฒนธรรมกำลังภูมิอกภูมิใจกับโครงการรณรงค์ปราบปรามสื่อลามกอนาจาร
หลังจากโครงการนี้สำเร็จกระทรวงจึงนึกขึ้นมาได้ว่า มีอีกเรื่องที่ต้องจัดการนั่นคือ ?ปัญหา?เรื่องรักร่วมเพศ

อ่านข่าวนี้แล้วอยากจะบ้าตาย อันที่จริงฉันก็เห็นใจคนที่ต้องมาทำงานอยู่กระทรวงนี้เหมือนกัน เพราะมันเป็นกระทรวงที่ตั้งขึ้นมาทำไมก็ยังไม่มีใครรู้ เพราะวัฒนธรรมนั้นไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว
ไม่เหมือนโบราณสถานโบราณวัตถุหรือการเต้นระบำรำฟ้อนอย่างที่กรมศิลป์ หรือ นาฏศิลป์เขารับผิดชอบ วัฒนธรรมนั้นคือ ชีวิต เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและเป็นสิ่งที่แทบจะจับต้องไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ที่สำคัญวัฒนธรรมมีความหลากหลาย เช่น ในสังคมไทยมีทั้งวัฒนธรรมมอญ วัฒนธรรมลาว วัฒนธรรมของ ชาวไทยมุสลิม เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย มีวัฒนธรรมของวัยรุ่นที่เซ็นเตอร์พอยท์ วัฒนธรรมของ วัยรุ่นที่ชอบซิ่งรถกลางคืน และแม้กระทั่งวิถีปฏิบัติของคนรักร่วมเพศก็ต้องถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรมไทยเช่นเดียวกัน

คำว่า เลดี้ส์บอย ในภาษาอังกฤษนั้น ก็อธิบายกะเทยในบริบทวัฒนธรรมไทยอย่างจำเพาะเลยทีเดียว แล้วอย่างนี้
เราจะกีดกันพวกเขาออกจากวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร

นี่ยังไม่นับว่า กระทรวงวัฒนธรรมไทยได้เข้าใจนิยามความหมายของคำว่าเกย์ กะเทย ตุ๊ด ทอม ดี้ ไบฯ และอื่นๆ เกี่ยวกับเพศที่นอกไปจาก ชาย และหญิง ในวัฒนธรรมไทยมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

คงไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างว่า ในหลายๆ ประเทศกำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เพื่อให้คนรักร่วมเพศ สามารถจดทะเบียนสมรส แต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแค่คิดว่า ต้องรณรงค์ปราบปราม หรือควบคุมพฤติกรรมของคนรักร่วมเพศ มิให้ปรากฏตัวในที่สาธารณะก็เป็นเรื่องที่ผิดตั้งแต่ต้น อย่างน้อย ก็ผิดในแง่ของการละเมิดสิทธิมนุษยชน (การละเมิดสิทธิของประชาชนเป็นว่าเล่นนั้น เป็นวัฒนธรรมไทย ที่กระทรวงวัฒนธรรมต้องการอนุรักษ์ไว้ด้วยกระมัง)

ไม่เพียงแต่ประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชน การออกมาฟันธงว่า พฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดธรรมชาตินั้น
ก็เท่ากับการแฉให้ประชาชนเห็นว่าภูมิปัญญาของผู้พูดนั้นน่าสมเพช เพราะใครๆ เขารู้กันมาตั้งนานแล้วว่า เรื่องเพศสภาพหรือ gender นั้น มันเป็นเรื่องสังคมและการเมือง

การศึกษาเรื่องเพศก็แบ่งออกเป็นเพศทางชีววิทยาและเพศทางสังคมการมานั่งบอกว่าคนมีจู๋ต้องเป็นชายและ
คนมีจิ๋มต้องเป็นหญิงเท่านั้น

จึงแสดงให้เห็นว่าผู้พูดไร้เดียงสาเสียจนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงต้องได้มาเป็นใหญ่เป็นโตในกระทรวง
อันน่าหัวร่อเช่นนี้


ถึงที่สุดแล้วหากเรายอมรับว่า การรณรงค์มิให้คนรักร่วมเพศได้ออกมาปรากฏกายในสื่อต่างๆ อีกทั้งกระทรวง วัฒนธรรมจะมีการจัดระเบียบเจ้าหน้าที่ ไม่เปิดรับผู้มีพฤติกรรมดังกล่าวเข้าทำงาน คำถามต่อมาคือ
จะทำอย่างไรกับนักการเมืองที่สำคัญและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากที่เป็นเกย์????


โปรดอย่าบอกว่า ท่านปลัดกระทรวงวัฒนธรรมไม่รู้ว่าบุคคลสำคัญในประวัติศาตร์ไทย รวมไปถึงคน สำคัญจำนวนมากในสังคมไทยปัจจุบัน นักการเมือง และคนมีชื่อเสียงเปี่ยมความสามารถจำนวน มหาศาลในสังคมนี้ที่เป็นเกย์ เป็นไบเซ็กชวล และเป็นเลสเบี้ยน

แล้วท่านจะกีดกันคนเหล่านี้ออกจากสังคมไทยได้อย่างไร และหากจะเถียงว่า ตราบใดที่คนเหล่า นี้ไม่แสดงความเป็นเกย์ หรือแม้กระทั่งแสแสร้งสร้างภาพพจน์ครอบครัวอบอุ่นหลอกคนทั้งประเทศ
คนเหล่านี้ก็ไม่ผิด เพราะไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสีย

หากเป็นเช่นนี้ก็คงพอจะสรุปได้ว่า วัฒนธรรมไทยอันดีงามอีกประการหนึ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมอยาก
จะรักษาไว้ก็คือ การดำรงตนเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก นั่นเอง.