บทความ
โดย
นิธิ เอียวศรีวงศ์ หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9593


วัฒนธรรมหรืออำนาจ



เราอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเสียจนกระทั่งมีคุณค่าเหลืออยู่เพียงน้อยอย่างที่เราสามารถยืนยันให้ดำรงอยู่
อย่างไม่เสื่อมคลายได้ (แม้แต่ข้อนี้ก็ยังเถียงกันได้) ยิ่งคุณค่าที่แฝงมากับวัฒนธรรม ยิ่งยากที่จะยืนยันให้ดำรงอยู่

เพราะวัฒนธรรมคือระบบความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งแสดงออกในรูปต่างๆ นับตั้งแต่ความคิดไปจนถึง สถาบันทางสังคมและวัตถุธรรมต่างๆ ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นจึงย่อมกระทบต่อความสัมพันธ์ ทางสังคมของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนที่ทำงานด้านวัฒนธรรมต้องมีสำนึกเรื่องนี้ให้ดีถ้าต้องการให้วัฒนธรรมมีความหมายมากกว่าเสียงบ่นลูกบ่น
หลานของยายแก่

รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมให้สัมภาษณ์ว่า ตนกำลังวิตกกังวลกับพฤติกรรม "รักร่วมเพศ" ซึ่งตนเชื่อว่าขยายตัว ขึ้นอย่างมากในสังคมไทย จึงได้ทำหนังสือถึงหน่วยราชการอื่นไม่ให้รับคน "รักร่วมเพศ" เข้าทำงาน ในขณะเดียวกันก็ขอร้องสื่อไม่ให้เสนอภาพหรือเรื่องราวของคนเหล่านี้

โดยเฉพาะการแสดงความรักต่อกันในที่สาธารณะ เพราะจะทำให้เยาวชนเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ผู้ให้สัมภาษณ์ ตระหนักดีว่า การกระทำของตนนี้อาจเป็นการละเมิดเสรีภาพของคนอื่นและขัดรัฐธรรมนูญ แต่ก็กล่าวว่าตน พร้อมจะคัดค้านต่อต้าน "รักร่วมเพศ" หัวชนฝา เพราะเสื่อมเสียวัฒนธรรมไทย

อันที่จริงเข้าใจได้ไม่ง่ายว่ารองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกำลังต่อต้านอะไรแน่ ถ้า "รักร่วมเพศ" มีความหมายตรงตัว ก็หมายถึงความชอบทางกามารมณ์ส่วนบุคคล ถ้าอย่างนั้นจะไปเกี่ยวอะไรกับวัฒนธรรมซึ่งต้องไม่เสื่อมเสีย
ตราบเท่าที่ผู้ใหญ่สองคนยินยอมพร้อมใจ ทั้งไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ไม่รบกวนผู้อื่นความชอบทางกามารมณ์ ส่วนบุคคล ก็ย่อมเป็นของบุคคล คนอื่นไม่เกี่ยว

โดยเฉพาะคนอื่นที่ถืออำนาจรัฐในมือเช่นรองปลัดกระทรวงยิ่งไม่ควรเกี่ยวขึ้นไปใหญ่


ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยมหรือจารีตนิยม เราคงเห็นตรงกันไม่ใช่หรือว่า อย่างน้อยไม่จำเป็นต้องมีรัฐบนเตียงนอน
แต่ท่านรองปลัดฯคงจะคิดถึงอะไรอื่นมากกว่าความชอบทางกามารมณ์ส่วนบุคคลเพราะพูดถึงการแสดงความรัก
ในที่สาธารณะ และการแสดงออกทางสื่อ ฉะนั้น "รักร่วมเพศ" ของท่านคงหมายถึงคนลักเพศ หรือบางทีเรียกเป็น ศัพท์วิชาการว่าอัตลักษณ์ข้ามเพศ(cross-gender identity)

ในระยะกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับคนลักเพศมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะมีการยอมรับอันนำ ไปสู่การศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น

ไม่มีใครปฏิเสธแล้วว่า คนลักเพศตามธรรมชาติคือคนที่มีความแตกต่างถึงระดับหน่วยพันธุกรรม พูดอีกอย่าง หนึ่งก็คือคนลักเพศตามธรรมชาติไม่ได้เลือกที่จะลักเพศ แต่ถูกกำหนดมาโดยธรรมชาติให้มีเพศที่สาม

แต่สิ่งที่ยังอาจไม่เห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับพฤติกรรมลักเพศมีสองอย่าง หนึ่งก็คือเราเรียนรู้ที่จะกลายเป็นคนลักเพศ
หรือเลือกที่จะถืออัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ตรงกับอวัยวะเพศของตนเองได้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าได้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่ได้หรือถึงได้ก็ไม่ถาวร และสองการเลี้ยงดูอบรม จะสามารถเปลี่ยนคนลักเพศตามธรรมชาติให้กลับกลายเป็นคนไม่ลักเพศได้หรือไม่ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าได้ อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าไม่ได้

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขากำลังเถียงกันเรื่องของธรรมชาติและวัฒนธรรมว่าใครจะมีอำนาจเหนือบุคคลมากกว่ากัน
อันเป็นข้อถกเถียงเก่าแก่โบราณ ซึ่งคนที่ทำงานด้านวัฒนธรรมน่าจะคุ้นเคยอย่างดีอยู่แล้ว

ความวิตกของท่านรองปลัดฯอาจฟังดูมีมูลอยู่บ้างถ้าเชื่อว่าวัฒนธรรมคือตัวอย่างของคนลักเพศกลายเป็น
แบบอย่างของเด็กไทย แต่ในความเป็นจริงซึ่งก็ทราบกันดีทั่วไปเหมือนกันมีว่า วัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ตั้งข้อรังเกียจคนลักเพศอยู่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายวัฒนธรรมของโลกปัจจุบัน

ฉะนั้นโอกาสที่เด็กไทยจะยึดเอาคนลักเพศเป็นแบบอย่างจึงเกิดขึ้นได้ยาก ในทางตรงกันข้าม ความรังเกียจ เดียดฉันท์คนลักเพศ ไม่ว่าเขาจะลักเพศเพราะธรรมชาติหรือวัฒนธรรมก็ตามนั้น กลับน่าจะเป็นปัญหา แก่คนที่ทำงานด้านวัฒนธรรมมากกว่า เพราะเขาถูกสังคมลงโทษกับการกระทำที่เขาไม่ได้เลือก
หรือการกระทำที่ถึงเขาเลือกเองก็เป็นการกระทำที่เป็นส่วนตัวและไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนอื่น


มีคนไทยอีกมากที่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น เช่นเขาเป็นคนสลัม, เป็นชาวเขา, เป็น "แขก", เป็นคน "นอกคอก", เป็นนักเรียนอาชีวะ, เป็นคนไม่ชอบทักษิณ, เป็นคนอ้วน, เป็นผู้หญิง, เป็นคนไม่สวย ฯลฯ

ถ้าเราจะมีกระทรวงวัฒนธรรม เราก็หวังว่ากระทรวงนี้จะช่วยแม้เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คนไทยทุกคน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ตาม แม้กระทรวงนี้จะต้องเผชิญหน้ากับ "วัฒนธรรม"
ไทยส่วนที่ทำให้คนไทยไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงก็ต้องเลือกที่จะสู้กับ "วัฒนธรรม" นั้น

ถ้าการแสดงความรักในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยทำความพิพักพิพ่วนให้แก่คนที่พบเห็นการกระทำเช่นนั้น
ก็ไม่น่ายกย่องอยู่แล้ว ไม่ว่าผู้ทำจะเป็นคนลักเพศหรือเป็นหญิง-ชายก็ตาม

กะเทยไม่ควรจูบกันกลางถนน แล้วหญิง-ชายล้วงควักกันได้หรือ ไม่แปลกอะไรที่บางคนไม่ชอบคนลักเพศ ด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้นหรือไม่ก็ตาม เขาย่อมมีสิทธิเต็มประตูที่จะต่อต้านพฤติกรรมที่เขาไม่ชอบ ตราบเท่า ที่เขาไม่ได้รอนสิทธิของคนลักเพศ แม้แต่เสนอให้ราชการไม่รับคนลักเพศเข้าทำงานก็ย่อมทำได้

ผู้เสนอไม่ได้ทำอะไรขัดรัฐธรรมนูญ แต่หากหน่วยราชการทำตามข้อเสนอนั้นจริงเมื่อไรเมื่อนั้นแหละ ที่หน่วยราชการทำผิดรัฐธรรมนูญแน่(ตามความเห็นของผู้เขียน ส่วนความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญนั้น
พระเจ้าหรือผีห่าซาตานเท่านั้นที่ทำนายได้ถูก)

ฉะนั้น หากท่านรองปลัดฯจะคัดค้านหัวชนฝากับ "รักร่วมเพศ" ก็ย่อมทำได้ แต่ไม่ใช่ในฐานะรองปลัดกระทรวง
ยิ่งเสนอให้หน่วยราชการอื่นไม่รับคนลักเพศทำงานในนามของรองปลัดกระทรวง ยิ่งทำไม่ได้ ท่านมีสิทธิจะ ตั้งองค์กรเอ็นจีโอ(ซึ่งรัฐบาลไม่ชอบ) ขึ้นมาต่อต้านก็ได้ แต่ในฐานะรองปลัดกระทรวง ท่านต้องเคารพรัฐธรรมนูญ
แม้ในส่วนที่ท่านเองไม่เห็นด้วยก็ตาม

ข้าราชการและนักการเมืองทุกคนย่อมมีระบบคุณค่าส่วนตัวอันไม่จำเป็นว่าจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือ
กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ แต่ข้าราชการและนักการเมืองไม่มีสิทธิจะใช้อำนาจรัฐที่ตนถืออยู่ไม่ว่ามากน้อยเพียงใด
มาละเมิดกฎหมายหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อบังคับให้คนอื่นเป็นไปตามระบบคุณค่าส่วนตัวของตนเอง.