![]()
บทความ
โดยอาทิตยา แซ่แต้
พระเยซูเผชิญหน้าเกย์!!!!
ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งของพระศาสนจักรคาทอลิกก็คือ การละเมิดทางเพศของพระสงฆ์
คาทอลิกในสหรัฐอเมริกา ข่าวนี้ทำให้มีการกล่าวโทษกันเหลือเกินว่า สาเหตุของการละเมิดทางเพศนี้คือ
การอนุญาตให้เกย์บวชเป็นพระสงฆ์สิ่งที่ตามมาก็คือวาติกันกำลังพิจารณากฎข้อบังคับในการอบรมเตรียมตัวบวชพระสงฆ์เสียใหม่ โดยมีกระแสข่าวว่า จะห้ามเกย์บวชเป็นพระสงฆ์
ยังรวมไปถึงการประกาศเมื่อต้นปีนี้ว่าคนที่แปลงเพศนั้นมีความผิดปกติทางจิตใจ ห้ามมิให้บวชเป็นพระสงฆ์หรือ ซิสเตอร์ ห้ามแต่งงาน ส่วนคนที่เป็นนักบวชอยู่แล้วและมีท่าทีว่าเป็นทรานสเจนเดอร์* วาติกันสั่งให้บรรดาสังฆราช ถอดถอนคนเหล่านั้นออกจากการเป็นนักบวช หรือส่งตัวให้วาติกันจัดการ
ท่าทีเช่นนี้เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด เพราะเหตุว่าคนที่ทำการละเมิดทางเพศนั้นมีคนที่เป็นคนรักต่างเพศ (Heterosexual) ด้วยเช่นกัน แต่ไม่มีใครพูดว่า คนรักต่างเพศทำการละเมิดทางเพศ
ฉะนั้นจึงต้องห้ามคนรักต่างเพศทั้งหมดบวชเป็นพระสงฆ์
ส่วนเกย์ทั้งหมดรวมไปถึงบุคคลแปลงเพศและทรานสเจนเดอร์ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดทางเพศเลย
กลับต้องกลายเป็นแพะรับบาปไปสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ ท่าทีเช่นนี้ของวาติกัน สอดคล้องกับคำสอนของพระเยซู องค์ศาสดาของศาสนาหรือไม่
พระเยซูนั้นมีทัศนคติต่อคนรักเพศเดียวกันอย่างไรไม่มีใครตอบได้แน่ชัด เพราะพระองค์ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้
โดยตรงอย่างไรก็ดี การศึกษาพระคัมภีร์ในปัจจุบันโดยใช้บริบททางประวัติศาสตร์ประกอบ ได้เผยให้เห็นแง่มุมใหม่ๆ
ที่เป็นไปได้ว่า พระเยซูเคยเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ของคู่รักเกย์มาแล้ว!!!James E. Miller ศึกษาพระคัมภีร์เรื่องพระเยซูรักษาบ่าวของนายร้อยทหารโรมัน ที่บันทึกไว้ใน มัทธิว 8:5-13
และ ลูกา 7:1-10 พบว่าบ่าวนั้นอาจเป็นคนรักของนายร้อยเรื่องนี้มีอยู่ว่า นายร้อยทหารโรมันคนหนึ่งทุกข์ใจมากที่บ่าวของเขากำลังป่วยใกล้ตาย เขาขอร้องให้พระเยซู
รักษาบ่าวของตน นายร้อยคนนี้แม้จะเป็นชาวต่างชาติแต่มีศรัทธาในพระเยซูซึ่งเป็นชาวยิวเขาเชื่อว่าเพียงพระองค์ตรัสสั่งโดยไม่ต้องไปพบบ่าวของเขา บ่าวก็จะหายจากโรค พระเยซูชื่นชมความศรัทธา
ของนายร้อยยิ่งนัก ถึงกับกล่าวว่าแม้ในบรรดาชาวยิวด้วยกัน พระองค์ยังไม่เคยพบเห็นใครที่มีศรัทธามากเท่านี้
แล้วในที่สุดบ่าวคนนี้ก็หายจากโรคด้วยศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของนายเมื่อดูเผินๆ อาจคิดได้ว่านี่เป็นเพียงความเมตตาที่นายมีให้กับบ่าว แต่ Millerศึกษาแล้วพบความเป็น ไปได้ว่าความ
สัมพันธ์ของสองคนนี้จะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รักในต้นฉบับพระคัมภีร์ภาษากรีก นายร้อยเรียกบ่าวที่ป่วยนั้นว่า pais คำนี้สามารถแปลได้ว่า เด็กชาย ลูกชาย หรือ บ่าว
ทั้งมีนัยถึงเด็กหนุ่มซึ่งเป็นที่รักของผู้ใหญ่ หรือทาสผู้ชายที่นายมีไว้เพื่อมีเพศสัมพันธ์ด้วย ข้อเขียนกรีกอื่นๆ ในบาง ครั้งใช้คำนี้เพื่อเอ่ยถึงคนรักที่เป็นเพศชายขณะเดียวกันเมื่อนายร้อยกล่าวถึงบ่าวคนอื่นๆ เขากลับใช้คำว่า doulos ซึ่งเป็นศัพท์ทั่วไปที่ใช้เรียก ทาส หรือ บ่าว
อาจคิดได้ว่า เด็กหนุ่มนี้เป็นลูก (pais) ของนายร้อย แต่บันทึกของลูกาขยายความไว้ชัดว่าเด็กคนนี้เป็นบ่าว
ไม่ใช่พ่อ-ลูกกันอย่างแน่นอนลูกาบันทึกไว้อีกว่า เด็กหนุ่มนี้เป็นที่รัก (ภาษากรีกใช้คำว่า entimos) ของนายร้อยยิ่งนัก และกล่าวอีกว่านายร้อย
นี้สร้างธรรมศาลาให้ชาวยิว ซึ่งแสดงว่าเขาเป็นคนที่ร่ำรวยอยู่พอสมควรแล้วเพราะอะไรเด็กหนุ่มนี้จึงเป็นที่รักของนายร้อย เรื่องนี้มีความเป็นไปได้หลายประการ
หนึ่ง นายร้อยอาจจะซื้อบ่าวนี้มาด้วยราคาแพงมาก จึงไม่อยากเสียเขาไป แต่ประเด็นนี้ก็ใช่ว่าจะมีน้ำหนัก เพราะนาย ร้อยเป็นคนที่ร่ำรวย สามารถซื้อหาบ่าวคนใหม่ได้อย่างง่ายดาย
สอง บ่าวนี้อาจมีความสำคัญในฐานะที่เป็นคนมีฝีมือและประสบการณ์ หรือรับหน้าที่สำคัญๆในบ้าน เรื่องนี้ก็ยัง สามารถแย้งได้ว่า บ่าวคนนี้อายุยังน้อย ไม่น่าจะมีความสำคัญขนาดนั้น
ท้ายที่สุด entimos นี้อาจเป็นความผูกพันทางใจระหว่างคนสองคน ซึ่งก็คงไม่ใช่เป็นเพียงความเมตตา ที่นายมีต่อบ่าว เพราะวัฒนธรรมสมัยจักรวรรดิโรมันในศตวรรษที่หนึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น
การปฏิบัติต่อบ่าวอย่างมีเมตตาจนถึงขนาดเป็นทุกข์ใจเมื่อบ่าวป่วยเช่นนี้ไม่ใช่วิถีปฏิบัติในสมัยนั้น ดังนี้แล้วข้อ สมมติฐาน ที่ว่าเด็กหนุ่มนี้เป็นคนรักของนายร้อยดูจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ในสมัยนั้นการใช้ทาสเพื่อมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป หรือนายทหารที่ต้องอยู่ห่างบ้านนานๆ มักมีผู้ติดตาม
เพศชายที่เขาสามารถมีเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งมักปรากฏอยู่บ่อยๆ ว่านายและบ่าวเกิดรักกันจริงๆจนกลายเป็นคู่รักนี่เป็นเรื่องที่ประพฤติปฏิบัติกันทั่วไปในสมัยนั้น ซึ่งแน่นอนว่าพระเยซูก็คงรู้อยู่แล้ว ดังนั้น นี่จึงเป็นกรณีที่พระเยซู เผชิญ หน้าโดยตรงกับความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกัน
เราไม่รู้ว่าพระองค์มีความคิดเห็นอย่างไรกับการรักเพศเดียวกันเรารู้เพียงว่าพระองค์ไม่ได้กล่าวประนามหรือแม้
แต่จะกล่าวถึงวิถีชีวิตทางเพศ (sexual orientation) ของนายร้อยเลย หากแต่ทรงยกย่องความศรัทธาของนายร้อย ว่า สูงส่งกว่าชาวยิวที่พระองค์เคยพบมา และทรงรักษาบ่าวให้หายเป็นปกติสิ่งสำคัญสำหรับพระองค์และเป็นหัวใจหลักของศาสนาคริสต์ก็คือการ "รักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง"
จากเรื่องนี้เราสามารถเรียนรู้ได้ว่า พระเยซูมิได้ใช้วิถีชีวิตทางเพศมาเป็นเหตุผลในการเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์
พระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเพราะฉะนั้น ท่าทีของวาติกันที่เลือกปฎิบัติต่อคนที่มีวิถีชีวิตทางเพศอันแตก ต่างจึงเป็นการ ปฏิบัติที่ขัดแย้งกับ คำสอนและการกระทำขององค์ศาสดายิ่งนัก.
*ทรานสเจนเดอร์ (Transgender) บุคคลที่มีเพศสภาวะ(gender) ต่างไปจากเพศทางกายภาพ (sex)
(ข้อมูลการศึกษาพระคัมภีร์จาก "What the Bible Really Says About Homosexuality."โดย Daniel A.Helminiak, Ph.D. หน้า 127-130)