บทความ
โดย สุนี คุ้มสุขสกุล



เลสเบี้ยน-เกย์...บนเส้นทางบริโภคนิยม


ภาพของกลุ่มเกย์ กะเทย สาวประเภทสอง ทั้งที่แปลงเพศแล้วและยังไม่ได้แปลงเพศ ทั้งที่อยู่ในชุดแฟนซีหรูหรา รวมไปถึงชุดกึ่งโป๊กึ่งเปลือยชวนวาบหวิวหัวใจ อีกทั้งภาพชายฉกรรจ์ในชุดกางเกงขาสั้นตัวจิ๋วเปลือยอกอวดโชว์ มัดกล้ามแบบชายชาตรีอกสามศอก

ภาพเหล่านี้คือขบวนพาเหรดเกย์กะเทยที่ปรากฏบนถนนสีลมแหล่งบันเทิงยามราตรีกลางกรุงที่จัดให้มีขึ้นปีละครั้ง
ซึ่งจัดมา 3 ครั้งแล้ว และภาพเหล่านี้กำลังจะหวนกลับมาปรากฏให้สังคมไทยได้ฉงนฉงายกันอีกเป็นครั้งที่ 4 ในงานBangkok Pride หรือ Bangkok Gay Festival กลางเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

แต่ภายใต้ชุดหรูหราสวยงามที่พวกพวกเขาสวมใส่ ภายใต้ลีลาการเต้นรำอันสุดสวิงไปกับเสียงดนตรี ขบวนพาเหรด รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันร่าเริงเบิกบานสนุกสนานของพวกเขาเหล่านั้น

ใครจะรู้บ้างว่าภาพเหล่านี้เป็นเพียงภาพสะท้อนปลายเหตุแห่งความรุนแรงที่คนชายขอบกลุ่มนี้พึงได้รับอยู่เสมอ...

เกย์กับเลสเบี้ยน สังคมยอมรับใครมากกว่า

มีคนบอกว่าสังคมไทยยอมรับ 'ชายรักชาย' มากกว่า 'หญิงรักหญิง' โดยเอาแหล่งบันเทิงเป็นตัวตั้ง ด้วยเหตุผลว่า แหล่งบันเทิงของเกย์มีเยอะแยะเต็มไปหมด ในขณะที่แหล่งบันเทิงสำหรับ 'หญิงรักหญิง' มีให้เห็นน้อยมากหรือแทบ ไม่มีเอาเสียเลย

นั่นอาจเป็นการวิเคราะห์ที่ถูก แต่ก็ถูกไม่หมดเสียทีเดียว เพราะหากเราแทนค่า แหล่งบันเทิง = บริโภคนิยม
เราจะพบว่าแท้จริงแล้ว บริโภคนิยม ก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อค้าหัวใสที่ชาญฉลาดในธุรกิจที่รู้ว่า "ใครคือกลุ่ม เป้าหมาย ที่มีทั้ง กำลังเงิน และ อำนาจซื้อ" ระหว่าง ชายรักชาย กับ หญิงรักหญิง

แน่นอนว่า ชายรักชาย ย่อมมี 'กำลังเงิน' และ 'อำนาจซื้อ' มากกว่าอยู่แล้ว ลำพังหญิงรักหญิงมี 'กำลังเงิน' ก็จริง แต่การมีเพียงแค่เงินอย่างเดียวโดยปราศจาก 'อำนาจซื้อ' คงไม่ทำให้บริโภคนิยมทรงตัวอยู่ได้ด้วยกำไรจากลูกค้า รายนี้เป็นแน่

เพราะสังคมไทยยังไม่ใจกว้างพอให้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ข้อนี้ไม่ยากแก่การเข้าใจ หากจะเปรียบเทียบจากแหล่งบันเทิงของผู้ชายที่มีมากกว่าแหล่งบันเทิงของผู้หญิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่การมีแหล่งบันเทิงสำหรับเกย์ก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมยอมรับเกย์ได้อย่างดุษฎี !

การไม่มีสถานบันเทิงสำหรับหญิงรักหญิงปรากฏให้เห็นนั้นมีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางวัฒนธรรมที่คอยบอกคอยสอน หญิงอยู่เสมอว่า เป็นผู้หญิงไม่ควรเที่ยวกลางคืน อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิง 'ปราศจากอำนาจซื้อ' ถึงแม้จะมี เงินตุงกระเป๋าก็ตาม

นั่นหมายความว่าผู้หญิงก็มีกำลังซื้ออยู่แล้ว เพียงแต่ไม่สามารถซื้อสินค้าบางชนิดไปบริโภคได้เท่านั้นเอง ดังนั้น ประเด็น เรื่องยอมรับเกย์ได้มากกว่าเลสเบี้ยนจึงตกไป เพราะความจริงก็คือทุกวันนี้ยังไม่มีใคร ได้รับการยอมรับ ว่ามีตัวตนในสังคมอย่างเป็นทางการจริง ๆ ไม่ว่าจะสถานภาพการอยู่เป็นคู่หรืออยู่เป็นโสด ไม่ว่าจะประกอบ กิจการ ค้า หรือทำนิติกรรมใด ๆ ในฐานะ "คนรักเพศเดียวกัน" ก็ตาม

พวกเขาต่างไม่ได้รับการยอมรับจากตัวบทกฎหมายหรือได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างชัดเจน ทั้งชายรักชายและ หญิงรักหญิงจึงไม่ต่างอะไรกับอาชญากรทางเพศที่สังคมยังไม่ไว้วางใจด้วยกันทั้งคู่ จะมีก็เพียงบริโภคนิยม เท่านั้น ที่ต้อนรับเกย์ในฐานะผู้มีกำลังเงินและอำนาจซื้อ อย่างที่มีคำขวัญเทิดทูนจากนักการค้าว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า"

แต่บริโภคนิยมอาจไม่ได้ยอมรับเกย์ในฐานะพระเจ้าอย่างจริงใจก็ได้ เพราะ "เงิน" ของเกย์ต่างหากที่บริโภคนิยม ยอมรับว่าเป็น "พระเจ้า"

ความพยายามของ 'หญิงรักหญิง'

ดังนั้น ในโลกของการใช้ชีวิตส่วนตัวแล้ว ชายรักชายดูจะได้เปรียบกว่าตรงที่พวกเขามีแหล่งบันเทิง ไว้รองรับเพื่อ คลายความกดดันอันเกิดจากสังคมปราศจากพื้นที่ที่ให้การยอมรับในตัวตนของความเป็น 'คนรักเพศเดียวกัน' ซึ่งพื้นที่แหล่งบันเทิงของชายรักชายจะมีตั้งแต่ ผับ บาร์ ซาวน่า อาบอบนวด ไปจนถึงบริโภคนิยมราคาถูกอย่างโรง หนังชั้นสอง

ในขณะที่หญิงรักหญิงเองกลับไม่มีพื้นที่เช่นนั้นด้วยเหตุผลที่กล่าวไปแล้ว ด้วยเหตุนี้กลุ่มหญิงรักหญิงซึ่งรวมตัวกัน หลายกลุ่มจึงพยายามสร้างพื้นที่แหล่งบันเทิงแบบชั่วคราวขึ้นมา

"สำหรับอัญจารีไนท์ที่เราจัดนั้นเราใช้แหล่งบันเทิงที่มีอยู่แล้วนัดหมายกันเป็นแหล่งพบปะหญิงรักหญิงยามค่ำคืน ซึ่งจัดปีละครั้ง จุดมุ่งหมายมี 2 ประการก็คือ เพื่อให้หญิงรักหญิงได้มีแหล่งพบปะกัน พวกเขาจะได้รู้สึกผ่อนคลาย จากการที่สังคมไม่มีพื้นที่ให้ และเพื่อนำรายได้เข้ามาบริหารใช้จ่ายในการทำงานเคลื่อนไหวของกลุ่ม แต่ทุกวันนี้ ไม่ได้จัดแล้วค่ะ เพราะเห็นว่ามีกลุ่มหญิงรักหญิงอื่น ๆ เขาจัดกันแล้ว เราจะได้หันมาทำประเด็น ทางสังคมประเด็น เรื่องสิทธิให้ชัดเจนยิ่งขึ้น"

ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ผู้ประสานงานอัญจารีอธิบายเหตุผลของการจัดงานปาร์ตี้ สำหรับหญิงรักหญิง ที่เคยจัดขึ้นปี ละครั้ง ให้ฟัง

"แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านั่นจะช่วยลดทอนความรู้สึกถูกกดดันด้านจิตใจให้หญิงรักหญิงได้ผ่อนคลายความเครียดอัน
เกิดจากสังคมไม่ยอมรับชีวิตส่วนตัวของเธอไปได้ 100 % ทีเดียวนะคะ เพราะชีวิตคนเราจริง ๆ มันคงไม่ได้มีแค่ มาปาร์ตี้รื่นเริงสนุกสนานไปวัน ๆ คนเรายังต้องการความมั่นคงทางด้านอื่น ๆ และยังมีหญิงรักหญิงในชนบท ต่างจังหวัดที่อยู่ห่างไกลความเจริญอีกมากมายที่ยังต้องการพื้นที่แห่งความเข้าใจจากสังคม แต่อย่างน้อยการมี พื้นที่ชั่วคราว ตรงนี้คง ช่วยให้ชีวิตที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ของพวกเธอได้มีความหมายขึ้นมาบ้าง ก็เท่านั้นเอง"

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

หลายปีก่อนสถาบันราชภัฏออกมาประกาศว่าจะไม่รับคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเข้าเรียนเป็นครู ต่อมากรม ประชาสัมพันธ์ก็บอกว่าห้ามคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศออกทีวี โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อ เด็กและเยาวชน แม้แต่บริษัทประกันชีวิตบางบริษัทก็ยังไม่ประกันสุขภาพให้ชายที่เป็นเกย์ พอเข้าไปในวัด หรือเข้า ไปในโบสถ์พระสงฆ์องค์ชีบาทหลวงต่างก็บอกว่าคนเหล่านี้เป็นบาปเป็นกรรมห้ามบวชห้ามเข้าโบสถ์เพราะอาจทำให้
วัดวาอารามวุ่นวาย

เหลียวไปดูตัวบทกฎหมายที่พอจะคุ้มครองสิทธิของคนกลุ่มนี้ได้บ้างก็พบแต่ทะเบียนสมรสที่รองรับเฉพาะคนรักต่างเพศชาย-หญิงเท่านั้น แม้แต่การรับบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือสังคมก็ยังไม่เอาเลือดจากเกย์

เมื่อโครงสร้างสังคมปิดประตูใส่กลอนแน่นหนาเช่นนี้แล้ว เดาดูว่าความรู้สึกด้านในของคนที่รักเพศเดียวกันจะขมขื่น เพียงใด แต่จะแปลก ประหลาด อะไรล่ะ หากทางออกของการถูกกระทำรุนแรงเช่นนี้จะนำไปสู่การปลดปล่อยตัวตน ให้หมุนวน ไปกับความสนุกสนานยามค่ำคืนในแหล่งบันเทิง เพื่อคลายความรุนแรงที่ได้รับมาตลอด และคงไม่มีประตู ไหนเต็มใจเปิดรับเกย์-เลสเบี้ยนได้ดีไปกว่า "ประตูแห่งบริโภคนิยม" อย่างที่ได้กล่าวไว้แต่ตอนต้น

สวนสาธารณะทางออกจากบริโภคนิยมราคาแพง

ไม่เพียงแต่หญิงรักหญิงเท่านั้นที่ขาดพื้นที่เพื่อสนับสนุนความเป็นหญิงรักหญิง แท้จริงแล้วชายรักชายเองต่าง ก็โหยหา พื้นที่เพื่อสนับสนุนตัวตนของพวกเขาเช่นกัน แต่เพราะแหล่งบันเทิงที่มีอยู่ราคาแพงเกินไปอีกทั้ง มิใช่ รสนิยมของเกย์รายได้ต่ำบางกลุ่มจะเข้าไปทำตัวหรูหราฟู่ฟ่าบันเทิงเริงรมณ์เช่นนั้นได้ สวนสาธารณะ หลายแห่ง ในกรุงเทพ ฯ จึงกลายเป็นแหล่งพบปะเลือกคู่ของชายเกย์อีกระดับ ที่ไม่สนใจชีวิตฟู่ฟ่าบันเทิง เริงรื่นดังกล่าว โดยเฉพาะสวนลุมพินีที่นี่จัดว่าเป็นแหล่งพบปะชาวเกย์แหล่งใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ

"ประมาณ 6 โมงเย็นก็จะเริ่มมากันแล้วเพราะเป็นช่วงเวลาเลิกงาน ยิ่งวันศุกร์วันเสาร์ยิ่งมากันเยอะเพราะเป็นวันสุด สัปดาห์ มีเกย์จากทุกสาขาอาชีพมาพบปะกัน นอกจากจะเป็นที่ ๆ ช่วยให้เขาได้เปิดเผยตัวเองและเลือกคู่แล้ว ยังเป็นที่ ๆ ไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู ไม่ต้องเสียค่าดริ๊งค์ ถูกใจก็พากันไปที่พักหรือเปิดโรงแรม หรือไม่ก็คบหากัน เป็นแฟน"

สมใจ การาม หัวหน้ากลุ่มเพื่อนรักเพื่อนที่ดูแลพื้นที่ดังกล่าวเล่าความเป็นไปของสวนลุมพินียามอาทิตย์อัสดงให้ฟัง

"เคยถามเหมือนกันว่าทำไมถึงชอบมาที่นี่ ส่วนมากบอกว่าเพราะที่แบบนี้ไม่ต้องเสียเงินสามารถพบปะกันได้ง่าย ถูกใจก็คบกันไป แค่ตะวันลับขอบฟ้าก็กลายเป็นแหล่งพบปะที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร แม้แต่สวนสาธารณะ ในต่าง จังหวัด บางท้องที่ก็เป็นแหล่งพบปะของเกย์เหมือนกัน"

สมใจเล่าถึงเหตุผลของผู้ที่มาพบปะกันที่นี่ จึงไม่น่าแปลกใจว่า สวนสาธารณะ จะเป็นทางเลือกอีกทางของการ พบกันของชาวเกย์ เมื่อผับบาร์มีราคาแพงเกินไปสวนสาธารณะจึงเป็นทางออกอีกทาง แต่สวนสาธารณะ ก็มิใช่แหล่ง พบปะที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการนักเพราะต้องพบปะกันตามสุมทุมพุ่มไม้หรือในเงามืด !

เอดส์และความรังเกียจซ้ำซ้อน

บริโภคนิยมอาจมีคุณคือการได้ปลดปล่อยตัวตนที่ถูกสังคมกดดันมาทั้งวัน (หรือทั้งชีวิต) แต่สุดปลายทาง ของบริโภคนิยมก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่เป็นความว่างเปล่าและโรคร้ายราคาแพงหากมีเพศสัมพันธ์โดย
ไม่ระมัดระวังตัว

บริโภคนิยมจึงไม่ได้มีพิษภัยเฉพาะแค่ชายกับหญิงเท่านั้นแต่วิถีชีวิตแบบนี้ส่งผลร้ายให้กับทุกรูปนามไม่เว้นแม้แต่เกย์-เลสเบี้ยน ชีวิตของมนุษย์นั้นคงไม่ใช่แค่ความบันเทิงเริงรื่นสนุกสนานไปวัน ๆ เหมือนอย่างที่กลุ่มอัญจารีบอก แต่คนทุกคนต้องการค้นหาความหมายและคุณค่าในชีวิต

หากแต่บริโภคนิยมคงไม่อาจสนองตอบคุณค่าชีวิตที่ลึกซึ้งไปกว่านี้ได้เพียงพอซ้ำร้ายสิ่งที่ได้มาอาจเป็นโรคภัยไข้เจ็บราคา แพง...เอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

สำหรับผู้ติดเชื้อธรรมดา ๆ ย่อมได้รับความรังเกียจเพียงพอแล้ว แต่สำหรับคนที่รักเพศเดียวกันล่ะ ความรังเกียจ จะเสริมเท่าทวีคูณ หากคุณเป็นเกย์ที่ป่วยด้วยโรคเอดส์ เป็นเลสเบี้ยนที่ติดเชื้อ HIV เป็นกะเทยที่กำลังนอนซมด้วย โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง นั่นเองที่เกย์มักถูกคาดโทษว่าเป็นผู้ให้กำเนิดเชื้อนี้จากอเมริกา และเป็นผู้นำเข้าเชื้อนี้มาสู่ เมืองไทย แม้ทุกวันนี้เราจะพบเชื้อ HIV ได้กับคนทุกเพศทุกวัยก็ตาม แต่บรรยากาศของความรังเกียจโรคเอดส์ผ่าน อัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างก็ยังคงมีอยู่

สำส่อนทางเพศ มายาคติที่ไม่แปรเปลี่ยน

เป็นเรื่องง่ายดายจริง ๆ หากสังคมจะตัดสินว่าคนรักเพศเดียวกันทั้งชายรักชาย หญิงรักหญิง รวมทั้งกะเทย คือพวกที่ มีเซ็กส์กันได้ง่ายดายโดยไม่ยอมตรวจสอบว่าเพราะโครงสร้างสังคมหรือเปล่าที่มีส่วนเอื้อให้พวกเขาส่ำสอนทางเพศ ใช่หรือไม่ที่สังคมไม่ยอมเปิดพื้นที่อื่น ๆ ให้พวกเขาได้มีที่เหยียบที่ยืนจึงทำให้พวกเขาใช้ชีวิตวกวนอยู่กับผับ บาร์ เซาน่า คาราโอเกะ อาบอบนวด...

ถนนสายบริโภคนิยมที่มีแต่แรงกระตุ้นทางเพศและกามารมณ์

จะเป็นการดีกว่าหรือไม่หากสังคมจะเพิ่มพื้นที่อื่น ๆ ให้พวกเขาได้เหยียบยืนอย่างมั่นคง เป็นการดีกว่าหรือไม่หาก ตัวบทกฎหมายจะ ยอมรับการจดทะเบียนสมรสให้พวกเขา ไม่ใช่เพื่อความยั่งยืนของชีวิตคู่แต่เพื่อพิสูจน์ว่า สังคมก็มีพื้นที่ให้ เป็นการดีกว่าหรือไม่หากวัดและศาสนาจะยุติการประนามเสียทีว่าพวกเขาเป็นบาปเป็นกรรม ไม่ใช่เพื่อสุขภาพจิตที่ดีกว่าแต่เพื่อพิสูจน์ว่าศาสนาก็ปราศจากอคติจริง ๆ เป็นการดีกว่าหรือไม่หากบุคคลในบ้าน ยอมรับสมาชิกที่รักเพศเดียวกันได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่เพื่อเขาจะได้ทุกข์ใจน้อยลงแต่เพื่อบ้าน จะได้เป็น บ้านจริง ๆ

และเมื่อนั้นเราจะได้เข้าใจเสียทีว่าที่เขาสำส่อนทางเพศนั้นเพราะดีเอ็นเอของเขาสำส่อนหรือเป็นเพราะโครงสร้าง
สังคมกันแน่ที่ทำให้เขาสำส่อน

หรือเราอาจจะได้ความเข้าใจเพิ่มยิ่งขึ้นว่าแท้จริงแล้วการสำส่อนไม่ได้เริ่มจากเพราะเขาเป็นเกย์เป็นเลสเบี้ยน หากแต่การสำส่อนเริ่มตั้งแต่มีถุงยางอนามัยและยาคุมแผงแรกถูกผลิตขึ้นมาบนโลก

หรือเราอาจเข้าใจเพิ่มเติมว่าแท้จริงแล้วมนุษย์สำส่อนทางเพศกันมาตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีวิวัฒนาการทางอารยธรรม
ด้วยซ้ำ !

บทสรุปของคนชายขอบทางเพศบนเส้นทางบริโภคนิยม

ถึงที่สุดแล้วหากเรายังคงปิดประตูใส่กลอนมิให้หญิงรักหญิง เกย์ กะเทย ได้มีพื้นที่ทางสังคมอย่างชัดเจน และอย่าง เป็น ทางการแล้วละก็ สังคมไทยก็มิควรอิดหนาระอาใจหรือวิตกกังวลใจไปกับภาพของบรรดาเหล่าเกย์ กะเทย ที่ออกมาแต่งชุดแฟนซีกึ่งโป๊กึ่งเปลือยเต้นรำเริงร่าเอะอะมะเทิ่งบนถนนสีลมปีละครั้งอีกต่อไป

อีกทั้งสังคมไทยก็ไม่ควรหดหู่ใจว่าสีลมเป็นแหล่งพบปะของเกย์ยามค่ำคืนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งคงไม่ได้เพียง แค่พบปะกันธรรมดา ๆ เท่านั้น

และสังคมไทยก็ไม่ควรตกอกตกใจว่าสวนสาธารณะหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองต่างจังหวัดจะกลาย เป็นแหล่งพบปะของชาวเกย์ที่แสนจะพลุกพล่านในยามค่ำคืน

เพราะสิ่งเหล่านี้มิใช่หรือที่สังคมเองก็มีส่วนหยิบยื่นให้พวกเขา เพราะเราไม่อยากเห็นพวกเขาปรากฏตัวในบทบาท อื่น ๆ ในพื้นที่อื่น ๆ

พวกเขาจึงต้องวนเวียนพบปะหรือแสดงออกทางตัวตนได้เพียงเฉพาะในพื้นที่แคบ ๆ ดังกล่าวเท่านั้น... พาเหรดเกย์...แหล่งบันเทิงยามค่ำคืน...สวนสาธารณะยามค่ำมืด....

ดังนั้นแล้วสังคมไทยก็ไม่ควรอิดหนาระอาใจต่อภาพของพวกเขาเหล่านี้ที่ปรากฎออกมาผ่านสื่อ...ไม่ว่า สังคมไทยจะเต็มใจยอมรับหรือไม่ก็ตาม....


ตีพิมพ์ครั้งแรก : กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย จันทร์ 11 พฤศจิกายน 2545