บทความ
โดย ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ medusa_tu@hotmail.com
จากคอลัมน์หมายเหตุการณ์ ตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 614 วันที่ 8 - 14 มี.ค. 2547


สงครามเชิงวัฒนธรรม : การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน



เรื่องการแต่งงานจะทำให้คนในสังคมอเมริกันที่คนไทยหลายคนเข้าใจว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ(โดยเฉพาะใน
เรื่องความสัมพันธ์และเซ็กซ์ที่เชื่อกันว่าแพร่กระจายเข้ามาทำให้วัฒนธรรมที่ดีงามของไทยต้องแปดเปื้อน) ต้อง ทะเลาะเบาะแว้งกัน และกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ทำให้ท่านบุชจูเนียร์ต้อง ลำบากใจในปีแห่งการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี

สำหรับคนที่ตามข่าวต่างประเทศคงจะจำได้ว่าสงครามเชิงวัฒนธรรมรอบนี้เริ่มมาจากการวินิจฉัยของศาลสูงของรัฐ
แมสซาชูเซตส์ว่าการที่รัฐไม่ออกใบอนุญาตในการสมรสให้กับคนรักเพศเดียวกันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญของรัฐ
และยังปฏิเสธร่างกฎหมายที่รับรอง 'การอยู่ร่วมกันที่รับรองโดยรัฐ' (Civil union)ที่ให้สิทธิหลายประการคล้ายคลึงกับ การสมรส แต่เป็นการเลี่ยงที่จะเรียกหรือรับรองรูปแบบของการอยู่ร่วมกันของคนรักเพศเดียวกัน ว่าเป็นการแต่งงาน ซึ่งมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย

ฝ่ายเสียงข้างมาก (4 ต่อ 3 เสียง) ของผู้พิพากษาศาลสูงของแมสซาชูเซตส์เห็นว่า รูปแบบ 'การอยู่ร่วมกันที่รับรอง โดยรัฐ' มีสถานะที่ต่ำต้อยและเลือกปฏิบัติต่อคู่ที่ไม่ใช่ชายหญิงซึ่งละเมิดรัฐธรรมนูญของรัฐ

ผลของคำวินิจฉัย เช่นนี้เป็นการรับรองสิทธิของคนรักเพศเดียวกันที่จะแต่งงาน ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญที่กลุ่มรักเพศ เดียวกัน หลายกลุ่มเรียกร้องต่อสู้อย่างต่อเนื่อง


แล้วก็ตามมาด้วยกรณีซานฟรานซิสโกที่คู่รักเพศเดียวกันหกพันคู่เข้าพิธีแต่งงานหลังจากที่นายกเทศมนตรีเปลี่ยนแปลง นโยบายของเมืองมารับรอง สิทธิในการแต่งงานระหว่างคนเพศสภาพเดียวกัน โดยอ้างอิงหลักความเสมอภาคเท่า เทียม กัน ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้ว่าในปี 2000 พลเมืองของรัฐจะได้ออกเสียงรับรอง ข้อเสนอเกี่ยวกับ หลักการที่จำกัดการแต่งงานว่าเป็นเรื่องระหว่างชายหญิงเท่านั้น


กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มอนุรักษ์ไม่พอใจหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการตัดสินของศาล
ในระดับมลรัฐว่าการให้สิทธิในการแต่งงานแก่คนรักเพศเดียวกันเป็นการลดความศักดิ์สิทธิ์และทำลายสถาบันการ
แต่งงานและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเพื่อจะปกป้องสถาบันสำคัญนี้ด้วยการห้ามการแต่งงาน ระหว่างคนเพศเดียวกัน

และยังหมายรวมไปถึง 'การอยู่ร่วมกันที่รับรองโดยรัฐ' ด้วย เอาเป็นว่าอย่างไรก็จะไม่ให้รัฐ (และศาสนจักร) รับรอง ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้อย่างเด็ดขาด

ประธานาธิบดีบุชได้ออกมาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้เหตุผลว่าแนวทางดังกล่าวจะเป็นการป้องกันการเปลี่ยน แปลงนิยามของการแต่งงาน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆในระดับรัฐที่เกี่ยวกับการแต่งงานของคนรัก เพศเดียวกันเป็นโมฆะไป เพราะกฎหมายและนโยบายทั้งหลายทั้งปวงในระดับรัฐจะขัดรัฐธรรมนูญ ในระดับ สหพันธรัฐไม่ได้ การเคลื่อนไหวของฝ่ายอนุรักษ์ร่วมกับฝ่ายการเมืองในครั้งนี้จึงอาจจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการ ต่อรองโต้แย้งของความเชื่อที่แตกต่างในสังคมอเมริกันได้

อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐออกจะซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน ความพยายามนี้ จึงไม่ใช่ เรื่องง่าย แต่ถ้าแก้ไขสำเร็จ การต่อสู้ทางการเมืองและสังคมของบรรดากลุ่มรักเพศเดียวกันก็จะยากลำบากเพิ่มขึ้น
และเป็นการปิดช่องทางในการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ในลักษณะเดียวกับที่รัฐให้กับคู่สมรสชายหญิง


การปะทะเชิงวัฒนธรรมในเรื่องการแต่งงานและรูปแบบการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมในอเมริกาทำให้คนไทยบางกลุ่ม ที่อยากจะเห็น การรับรองการแต่งงานของคนเพศเดียวกันมีความหวังมากขึ้น จนมองไม่เห็นการต่อสู้อย่างดุเดือด ของ ความ เชื่อ ความหมายที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการแต่งงาน

การแต่งงานให้ความชอบธรรมกับความสัมพันธ์ทางเพศและถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวที่ประกอบ ด้วยพ่อแม่ลูก ซึ่งเป็นที่รวมของความรักความผูกพัน ความรักเดียวใจเดียว และเป็นที่พักพิงทางจิตใจของคน ในสังคม

การเชื่อมโยงการแต่งงานเข้ากับครอบครัวที่เป็นหน่วยหลักที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ทำให้เกิดความเชื่อว่าการ
แต่งงานเป็นเรื่องระหว่างชายหญิงเท่านั้น

เมื่อประกอบกับนัยทางศาสนาที่ทำให้การแต่งงานกลายเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์เพราะความเชื่อเกี่ยวกับรากฐานที่มา
ของการแต่งงาน ระหว่างชายหญิงคู่แรกที่เกี่ยวข้องกับการประกาศและรับรองของพระเจ้า

นิยามของการแต่งงานว่าเป็นเรื่องของชายและหญิงจึงเป็นเรื่องที่ต่อรองหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้สำหรับคนที่ยึด
อยู่กับระบบความหมายเช่นนี้

รัฐรับรองรูปแบบการแต่งงานในความหมายที่เป็นเรื่องระหว่างชายหญิงโดยคุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสืบทอดทรัพย์สินมรดกหรือสวัสดิการสังคม การแต่งงานยังมีนัยเชิงสัญลักษณ์ที่คนหลาย กลุ่มให้คุณค่า บางคนบอกว่าการแต่งงานเป็นขั้นตอนสำคัญของชีวิตที่ควรจะเกิดขึ้น เมื่อเขาหรือเธอพบกับคน ที่เป็นคู่แท้รักแท้หลายคนเชื่อว่าการแต่งงานซึ่งเป็นพิธีที่ประกาศให้สาธารณะได้รับรู้การอยู่ร่วมกันของคนคู่หนึ่งเป็น
เครื่องยึดเหนี่ยวสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ไม่แตกร้าวง่ายๆ

คนที่ให้คุณค่ากับการแต่งงานแต่ไม่ได้ยึดกับวิถีของรักต่างเพศจึงขาดโอกาสหลายประการที่จะเข้าถึงบริการของรัฐ
และ/หรือบรรลุความปรารถนาสำคัญเกี่ยวกับขั้นตอนของชีวิต


ฝ่ายอนุรักษ์ในสหรัฐอเมริกาที่ยึดมั่นกับความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันการแต่งงานระหว่างชายหญิงเห็นว่าการขยายนิยาม การแต่งงานให้รวมไปถึงคนรักเพศเดียวกันด้วยเป็นภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อสถาบันนี้

โพลล่าสุดในอเมริกาเองแสดงว่าสองในสามของคนในสังคมคัดค้านการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน อันที่จริง คนรักเพศเดียวกันที่อยากจะให้ความสัมพันธ์ของตนเข้าสู่สถาบันการแต่งงาน (ในขณะที่อีกหลายๆ กลุ่มไม่ได้เห็น ว่าการแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญ แต่อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกหลายประการเพราะเป็นการเปิดช่อง ให้ทั้งรัฐ และประชาสังคม เข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ส่วนตัวของคนได้) ดูจะตอกย้ำความสำคัญของสถาบันการแต่งงาน และครอบครัวในลักษณะเดียวกับที่กลุ่มอนุรักษ์มองเห็น

เพียงแต่องค์ประกอบของการแต่งงานในเรื่องที่เกี่ยวกับเพศสภาพของคู่สมรสเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ปัจจัย สำคัญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรักความผูกพัน การรักเดียวใจเดียว และความพยายามจะสร้าง ครอบครัว ไม่ได้ต่างไปจากกรอบที่ถูกคาดหวังจากคู่รักต่างเพศสภาพ นอกจากเพศสภาพของคู่รักเพศเดียวกันแล้ว อย่างอื่นๆ ดูเหมือนจะอยู่ใน 'กรอบที่ดีงาม' ในเรื่องความสัมพันธ์ที่ฝ่ายอนุรักษ์ยึดถือ


คนรักเพศเดียวกันที่ต้องการจะเข้าสู่สถาบันการแต่งงานให้ความสำคัญกับครอบครัวเพียงแต่เป็นครอบครัวในแบบที่
เธอ/เขาเลือกเอง เพราะอย่างนี้ทำให้หญิงชายที่รักเพศเดียวกันบางคนในอเมริกาตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์และ การแต่งงาน ของเธอ/เขาจะไปกระทบ กับการแต่งงานและครอบครัวของคนรักเพศเดียวกัน ตรงไหนเพราะดูจะ ไม่น่าเกี่ยวกันแม้แต่น้อย คำถามแบบนี้คงจะโดนใจใครต่อใครหลายคนในสังคมไทย

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าเปลือกนอกการรักเพศเดียวกันกระทบระบบระเบียบเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่คนเป็นสอง
เพศสภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคนที่เชื่อมโยงกับการควบคุมกำกับการเจริญพันธุ์ของคนในสังคมที่ถูกเคลือบ
ฉาบด้วยความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม

เพราะอย่างนี้เรื่องของการแต่งงานและครอบครัวจึงกลายเป็นประเด็นอมตะในการทำสงครามเชิงวัฒนธรรมของคน
หลายๆ สังคม

ปัญหาที่น่าคิดกว่าก็คือพื้นที่การเมืองและสังคมในบางสังคมจะเปิดให้มีการต่อสู้ต่อรองกันของความเชื่อ ที่แตกต่างนี้หรือไม่ หรือเราจะได้เห็นการบังคับอย่างเปิดเผยที่เสรีภาพของคน ถูกมองข้ามไป