![]()
บทความ
โดย ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่
เมื่อไหร่ เราจะปกติกันเสียที???
ช่วงผ่านมา ที่ ดร.กล้า สมตระกูล แห่งกระทรวงวัฒนธรรมออกมาบอกว่าจะห้ามไม่ให้เกย์ กะเทย ทอม ดี้ รับราชการ พร้อมห้ามไม่ให้สื่อโทรทัศน์เผยแพร่ภาพของคนรักเพศเดียวกัน เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดโรคห่า เอ้ย การแพร่ ระบาดของคนรักเพศเดียวกันนั้น ได้ทำให้ผู้เขียนกลับมาทบทวน คิดไตร่ตรองกับเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับรำพึง ผ่านไปในในสายลมว่า "อีกแล้วหรือ ."เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 ที่สภาสถาบันราชภัฎรัตนโกสินทร์ ออกกฎ ห้ามไม่ให้คนที่เป็นกะเทย ทอม ดี้ เกย์ เข้าเรียนครู ก็ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กันนี่เอง คือเกรงว่าหากคนกลุ่มดังกล่าวจบการศึกษาไป และไปเป็น ครูสอนนักเรียน จะทำให้เด็ก ๆ เลียนแบบ มีเยาวชนหันมาเป็นคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น
ล่วงเลยต่อมาที่ปี 2542 กรมประชาสัมพันธ์ ก็ได้ทำหนังสือส่งไปยังที.วี.ช่องต่าง ๆ อีก เพื่อให้กลั่นกรอง กวดขันในการนำภาพของคนรักเพศเดียวกันเผยแพร่ทางสื่อโทรทัศน์ โดยอ้างว่าได้รับการร้องเรียนจาก พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายมาว่า การเผยแพร่ภาพของกะเทย ทอม ดี้ ในที.วี. นั้น จะทำให้ลูก ๆ ของพวกเขา เกิดการเลียนแบบได้
และทั้งหมดนั้น คือการกระทำของผู้มีอำนาจในภาครัฐที่มีต่อบุคคลรักเพศเดียวกัน โดยมีเหตุผลร่วมข้อใหญ่สุดก็คือ "กลัวการเลียนแบบ" นั่นเอง
ความกลัวดังกล่าวดูเหมือนจะไม่มีการคลี่คลาย หรือเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางอื่น ๆ ยังคงเป็นเรื่องเก่า ๆ ซ้ำซาก อย่างที่เคยเป็นมาแล้ว ถึงแม้ว่าองค์กรเอ็นจีโอ, หน่วยงานทำงานเคลื่อนไหวในประเด็นคนรักเพศเดียวกัน จะออกมาบอกว่าการรักเพศเดียวกัน ไม่ได้เกิดจากการเลียนแบบ ไม่ได้เป็นความป่วยไข้ หรือผิดปกติอะไรทั้งสิ้น
แต่สังคมไทย ก็ทำเหมือนจะไม่รับรู้ หรือได้ยินอยู่ดี
เคยมีการพูดคุยในกลุ่มคนทำงานประเด็นคนรักเพศเดียวกันว่า น่าจะนำเอาข้อมูลทางวิชาการมาพูดในเรื่องนี้ จะดีกว่า คือการให้หน่วยงานของรัฐออกมาพูดมาบอกเอง ซึ่งกรมสุขภาพจิต ก็ได้ให้ความร่วมมือกับเครือข่าย ทำงาน เรื่องคนรักเพศเดียวกัน โดยเมื่อต้นปี 2545 ทางกรมฯได้การออกจดหมายรับรองทางวิชาการให้ ว่าการรักเพศเดียวกันไม่ถือเป็นความผิดปกติ แต่เอกสารดังกล่าว ก็ยังไม่ได้ทำให้สังคมไทยเข้าใจ ในเรื่องคนรักเพศเดียวกันดีขึ้นแต่อย่างใด
ซึ่งมันทำให้ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า หรือสังคม(รักต่างเพศ)ไทย หลีกเลี่ยง ไม่สนใจ ที่จะทำการรับรู้ถึงการมีอยู่ของ คนกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือสักแค่ไหน ถ้าใจคนเรามันไม่อยากเชื่อ ไม่อยากรับรู้ซะอย่าง ใครที่ไหนจะไปทำอะไรได้
ดังนั้นถึงแม้จะมีกรณีเช่นสถาบันราชภัฏ ฯ และกรมประชาสัมพันธ์เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เพราะการไม่เคยอยากรับรู้ หรือเห็นตัวตนของคนกลุ่มนี้ ทำให้กระทรวงวัฒนธรรม จึงยังทำในเรื่องเดิม ๆ นั้นอีก
ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องน่าอิดหนาระอาใจของคนทำงานประเด็นนี้ (โดยเฉพาะผู้เขียน) อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเราก็ทำในเรื่องซ้ำซากพอกับที่ภาครัฐทำกับเรา คือไปยื่นหนังสือ ให้ข้อมูล ไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที
และเมื่ออยู่บนเวทีสัมมาเกี่ยวกับประเด็นคนรักเพศเดียวกัน แม้จะรู้สึกเบื่อหน่ายสักแค่ไหน แต่วิทยากร ที่เป็นคนรักเพศเดียวกันก็ต้องคอยตอบคำถามของผู้เข้าร่วมสัมมนาว่าด้วยเรื่องความผิดปกติ/ไม่ผิดปกติ
อยู่นั่นเอง แถมด้วยจำแนกแยกแยะประเภทของคนรักเพศเดียวกันแบบต่าง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องอธิบาย ถึงรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ควบคู่ไปด้วยเมื่อเกิดกรณีของกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นอีก มองในแง่ดีก็คือมันได้ทำให้ผู้เขียนกลับมาถามตัวเอง ในฐานะ คนทำงานในประเด็นนี้คนหนึ่ง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือมันมีอะไรผิดพลาดไป ทำไมสังคมไทยไม่ได้เรียนรู้อะไร กับเรื่องคนรักเพศเดียวกันเลยอย่างนั้นหรือ นับตั้งแต่กรณีสถาบันราชภัฏ เมื่อปี 2540 ผ่านมา จนถึงปี 2547 นี้
จึงเป็นเรื่องน่าดีใจ ที่ต่อมา มีคุณนที ธีระโรจนพงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเกย์การเมือง อดีตนักกิจกรรมเกย์ เมื่อสิบกว่าปีก่อน (ผู้ซึ่งมารำพึงกับผู้เขียนว่าประเด็นนี้ไม่เคลื่อนไปไหนเลย) ได้เปิดตัวลงสมัครส.ว.กรุงเทพฯ
ผู้เขียนมองว่าการเปิดตัวของคุณนที ธีระโรจนพงศ์ ทำให้สังคมไทยหันมามองคนรักเพศเดียวกันในมิติอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะประชาชนพลเมืองไทยคนหนึ่ง ที่มีสิทธิมีเสียงตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงแค่ตัวตลกในละครที.วี. หรือบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ "ไม่น่าไว้วางใจ" สำหรับคน(รักต่างเพศ) ทั่ว ๆ ไปเท่านั้น
ไม่มีใครรู้ว่าในอีกประมาณ 800 กว่าวันนั้น คุณนที จะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ นโยบายของคุณนทีจะซื้อใจกลุ่ม คนรักเพศเดียวกันได้ไหม ไหนจะกลุ่มหญิงรักหญิงอีก คุณนทีมองเห็นปัญหาด้วยหรือเปล่า และวิธีคิดแบบ ให้คุณค่าเกย์ที่ดี รักนวล สงวนตัว เป็น "กุลเกย์" ของคุณนที จะไปทำให้เกย์ และกะเทยอื่น ๆ ตะขิดตะขวงใจ
หรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในประเด็นหญิงรักหญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมาจากการทำงานในประเด็น
สิทธิสตรี ซึ่งคงไม่เห็นด้วยแน่ ๆ กับวิธีคิดแบ่งแยกผู้หญิงดี ผู้หญิงเลว อย่างที่คุณนทีพยายาม จะขายความ เป็น"กุลเกย์" อยู่นั่นความแตกต่างทางความคิดระหว่าง(เกย์)ผู้หญิงและ(เกย์)ผู้ชาย จึงมีอยู่ แม้จะเป็นคนรักเพศเดียวกัน เหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะมองจะเห็นทุกอย่างเหมือนกันไปหมดก็หาไม่
เอาแค่ในกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน คุณนทีก็ต้องทำงานหนักมาก ๆ แล้ว ไหนจะประเด็นปัญหาอื่น ๆของ สังคมที่คุณนทีจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยหากได้รับเลือกตั้งเป็นส.ว.คนหนึ่งของเมืองไทยนั่นอีก
แต่อย่างไรก็ตาม การที่คุณนที "พา" ประเด็นคนรักเพศเดียวกันไปที่เรื่องอื่น ๆ เช่น สังคม และการเมืองบ้าง หลังจากต้องจมอยู่กับคำถามเรื่องผิดปกติ หรือไม่ผิดปกติ มานานนับศตวรรษนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ เขียนรู้สึกชื่นชม อย่างยิ่ง
จริงอยู่ที่กับประเด็นปัญหาเดิม ๆว่าด้วยความผิดปกติ/ไม่ผิดปกตินั้น เครือข่ายทำงานเรื่องคนรักเพศเดียวกัน ก็คงจะต้องทำต่อไป (หรือเลิกทำเสียก็ดีนะคะ เพราะมีความรู้สึกว่ามันมีอะไรอยู่เบื้องหลังความผิดปกติ/ไม่ผิดปกติ หรือโฮโมโฟเบียซะแล้ว นั่นก็คือความคิดเรื่องเพศที่ผิดเพี้ยนไปหมดของคนเรา คนรักเพศเดียวกันก็ตายอยู่กับ ความคิดแบบต้องรักเพศเดียวกันเท่านั้น คนรักต่างเพศก็มองว่า รักต่างเพศเท่านั้นที่ดีที่สุด โต้ตอบกัน ไปมาอยู่อย่างนี้ไม่มีวันเลิกลา-เพิ่มเติมในวันที่ 18 ธค.47 ตอนนั่งทำเวบอยู่นี่แหละค่ะ-ผู้เขียน)
แต่การได้ออกมาสูดอากาศ ได้เห็นการเคลื่อนไหวในประเด็นใหม่ ๆ เกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งถึงแม้ว่า คุณนทีจะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่มันก็ทำให้คนทำงานประเด็นนี้ รวมทั้งคนรักเพศเดียวกันอื่น ๆ เช่น ผู้เขียนเป็นต้น รู้สึกมีความหวัง มีพลัง (ที่จะกลับไปทำงานประเด็นเดิม ๆ ) ไม่น้อยเลย.
จากคอลัมน์ Out and about หนังสือพิมพ์ The Nation
Published on Jul 23, 2004
แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย ไพศาล ลิขิตปรีชากุล
It's open season on homosexuals again although there's a
glimmer of hope.It's like Groundhog Day. Here we are again for another year and another homophobic initiative by high-ranking officials. This time, the Ministry of Culture's deputy permanent secretary Dr Kla Somtrakul vented his anger against the "homosexual presence" on television, repeating decades-old fears that homosexuality could spread like the flu across the land.
The feeling of deja vu causes yours truly to sigh and exclaim, "Again?".
In 1999, the Public Relations Department sent notes to television stations, imploring them to filter out portrayals of homosexuals, citing requests by concerned parents.
In 1997, the Rajabhat Institute banned katoeys, gays, toms and dees from its courses. The reason: these future teachers would be copied by the country's youth and Thailand would be a
nation of homosexuals.Government departments hatched this discriminatory policy on the baseless grounds that children would become lesbians, gays, transgenders or bisexuals in copycat fashion.
The fear is irrational, but Thai society doesn't seem to get it.
Long-term campaigns by non-governmental organisations to correct misconceptions have proved fruitless - no matter how many times it has been shown that homosexual behaviour isn't
copied, that it isn't a mental or physical illness, and that gays and lesbians are normal, legitimate members of society.The homosexual community once debated whether it should present academic reports to the public on the issue, but it decided it would be better if the Health Ministry's metal health department declared the truth.
Early last year, the department worked with homosexual networks and endorsed a letter stating unequivocally that "homosexuality is not a sickness". But the information was never disseminated among the general public.
So Thai society remains blind.
The lack of understanding prompts activists, such as myself, to ask ourselves whether it's the homosexual community that is ambivalent about our cause.
Ignorance abounds within the gay society. Comments at homosexual seminars by gays and lesbians, asking whether we're "normal" or not, persist despite convincing academic studies
confirming that we're a fact of human life.If our own kind doesn't understand the issues and ignores them, who else will support us?
To activists, it's distressing to deal with wrong-headed messages from government agencies and ministries. We keep sending them papers to clarify the issue.
But homosexuals are still treated as invisible elements in Thai society, and "Groundhog Day" recurs again and again.
When the Ministry of Culture raises such issues, I try to think positively and look inward to what has happened to us as activists, and what mistakes we have made.
Why has society never learnt that homosexuals are legitimate, natural, creative, diverse members of the human race? From 1997 (Rajabhat Institute) to now (the Ministry), the blindness continues.
On the bright side was Aids and gay activist Natee Theerarojanapong's announcement that he would run as a Senate candidate for Bangkok.
Natee's announcement reflects homosexual issues from a broader, more diverse angle. He's exercising his rights as a Thai citizen, as a professional man, and he fights against homosexual stereotypes.
Nobody knows whether Natee will win when the elections take place in two years.
And there are other questions: Will his policy win gay hearts? Does he care about lesbian issues? Is he guilty of typecasting, with his ideal of conservative loving relationships - something that might not please katoeys and lesbians, who both work for women rights.
Gay women and gay men think differently. Although we love the same sex, our perceptions are different.
Natee will have a tough time dealing with these issues, let alone the general problems of Bangkok.
All that aside, he is pushing gay and lesbian issues into the social and political arena in a progressive manner, rejecting the stereotypes that a conservative society and the government
have been propagating for decades. I really appreciate his dedication.But the campaign to correct society's misconceptions, and to let people know that "abnormal is normal" continues.
Natee's stepping out of the shadows is like a breath of fresh air. Whether he wins or not, this new progressive step brings hope and empowerment to activists such as myself.