บทความ
โดย หลิน*

เขาบอกเราบาป งั้นตีความพระคัมภีร์กันใหม่ดีกว่า


รักเพศเดียวกัน บาปมั้ย ???

สำหรับชาวหญิงรักหญิงที่เป็นคริสต์แล้ว คำถามนี้ถือว่าเป็นคำถามที่สำคัญคำถามหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว
หลาย ๆ คนคงเคยถูกสอนเสมอ ๆ ถ้าริจะเป็นทอม เป็นดี้ มีแฟนเป็นหญิงด้วยกันล่ะก็ จะเป็นบาปหนักหนาสาหัส พระเจ้าจะลงโทษถึงขั้นตกนรกหมกไหม้

ฟังดูออกจะโหดร้าย แต่ศาสนาคริสต์ ซึ่งมีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลกนั้น เต็มไปด้วยมายาคติเช่นนี้จริง ๆ ใครที่รักเพศเดียวกันถ้ายังอยากจะนับถือคริสต์อีกต่อไป ก็ต้องปกปิดชีวิตด้านหนึ่งไว้อย่าให้แพร่งพราย
ส่วนคนที่เลือกยืนหยัดบนความจริงของตน ก็จะถูกผู้คนที่ยึดมั่นในคำสอนที่งมงายล้อเลียน ดูถูก เหยียดหยาม บ้างก็ถูกอเปหิออกจากโบถส์ บ้างก็จำต้องทิ้งศาสนาไปอย่างน่าเสียดาย

ต้นเหตุแห่งมายาคติที่เลวร้ายเช่นนั้นมาจากการตีความพระคัมภีร์ในศาสนา (คัมภีร์ไบเบิ้ล) ผ่านทางแว่นแห่งอคติ
บทพระคัมภีร์ทอปฮิตที่ถูกนำมาอ้างแล้วอ้างเล่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 จนถึงปัจจุบัน เพื่อตัดสินว่าการรักเพศ เดียวกันเป็นบาป ก็คือ บทที่ว่าด้วยเมืองโสโดม (ปฐมกาล 19, 1-25)

เรื่องของเมืองโสโดมมีอยู่ว่า ชายผู้หนึ่งชื่อว่า โลท ได้ต้อนรับเทวดาของพระเจ้า 2 องค์ ที่แปลงกายมาในร่างของ มนุษย์ผู้ชาย เข้ามาพักค้างแรมในบ้าน แต่ยังไม่ทันที่แขกจะเข้านอน ชายชาวเมืองโสโดมทั้งหนุ่มและแก่ ต่างพากันมาล้อมบ้านโลทไว้ และร้องบอกให้โลทส่งแขกทั้งสองนั้นออกมาหลับนอนกับพวกเขา โลทปฏิเสธ แต่เสนอว่าจะส่งลูกสาวของตนที่ยังไม่เคยหลับนอนนกับชายใดออกไปแทน ให้ชาวเมืองทำอะไรกับ เธอก็ได้ แต่อย่าทำอะไรกับแขกของตนเลย ชาวเมืองไม่พอใจจะพังประตูเข้ามา แต่เทวดาทั้งสองนั้นทำให้ทุกคน ที่อยู่หน้าประตูตาบอดหมด แล้วในที่สุดพระเจ้าก็ส่งไฟมาทำลายเมืองนั้นทั้งเมือง

ด้วยการตีความเรื่องนี้อย่างผิวเผิน ทำให้ศาสนาสั่งสอนผู้คนว่า บาปของเมืองโสโดมคือ การรักเพศเดียวกัน ซึ่งร้ายแรงมากจนพระเจ้าต้องทำลายเมืองทั้งเมือง โดยแทบจะไม่มีใครตั้งคำถามเลยว่าการที่โลทตั้งใจ จะ ส่งลูกสาวของตนออกไปให้ชาวเมืองแทนนั้น เป็นการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิงหรือไม่

แต่ก็ยังดีที่ว่า ในปัจจุบัน เรามีนักพระคัมภีร์หัวก้าวหน้า ที่ช่วยกันศึกษาค้นคว้าจนได้บทสรุปที่ต่างออกไป พวกเขากล่าวว่า แท้จริงแล้วบาปของเมืองโสโดมเป็นบาปของการไม่ต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งในเขตทะเลทราย เช่นเมืองโสโดมนั้น มีกฎอยู่ว่าเจ้าบ้านจะต้องต้อนรับแขกผู้มาเยือน เพราะว่าทะเลทรายยามกลางคืนจะหนาว เหน็บมาก การไม่มีที่พักอาจหมายถึงอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

ในพระคัมภีร์เก่าเองมีการกล่าวอ้างถึงเมืองโสโดมทั้งหมด 21 ครั้ง ไม่มีครั้งใดเลยที่กล่าวว่าบาปของเมือง โสโดมคือ การรักคนเพศเดียวกัน หากแต่เป็นบาปของความอยุติธรรม การกดขี่ข่มเหง การโกหก แม้แต่พระ เยซูเอง ก็อ้างถึงเมืองโสโดมในแง่ของการปฏิเสธผู้นำสารของพระเจ้า

บทจดหมายของเปาโลเป็นอีกบทที่ถือว่าเป็นรองทอปฮิตจากเรื่องของเมืองโสโดมเปาโลนั้นประนามความสัมพันธ์
ระหว่างคนรักเพศเดียวกัน ว่าเป็นสิ่งที่ “ผิดธรรมชาติ” ก็ต้องขอบคุณนักพระคัมภีร์หัวก้าวหน้าอีกครั้ง

พวกเขาอาศัยข้อมูล ทางวัฒธรรมของอาณาจักรโรมันในศตวรรษที่ 1 แสดงให้เราเห็นว่า จริง ๆ แล้ว เปาโล ไม่มีภาพความรักระหว่างคนเพศ เดียวกันที่เป็นธรรมชาติเช่นในสมัยปัจจุบันเลย

พฤติกรรมที่เปาโลกล่าวประนามนั้น คือพฤติกรรมของชายนอกศาสนา ซึ่งจริง ๆ เป็นคนรักเพศตรงข้าม แต่ชอบมีเพศสัมพันธ์ อย่างทารุณ โหดร้ายกับเด็กชายหรือชายโสเภณีตามโบสถ์

นอกจากนั้นคำว่า “ผิดธรรมชาติ” ของเปาโลนั้นมิได้หมายถึง การทำผิดศีลธรรม หากหมายถึงการกระทำที่ผิดไป จากประเพณี ดังเช่น เปาโลกล่าวว่า การที่ผู้ชายมีผมยาวนั้นผิดธรรมชาติ (1 โครินธ์ 11, 14) หรืออีกตอนกล่าวว่า พระเจ้าทำผิดธรรมชาติ (โรม 11,24)

ส่วนพระเยซู ศาสดาของศาสนานั้นไม่ได้กล่าวถึงคนรักเพศเดียวกันไว้เลย สิ่งสำคัญสำหรับพระองค์คือ ความรัก ความยุติธรรม และการปลดปล่อยผู้ที่ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ

ดังนั้น เมื่อเราถอดแว่นแห่งอคติออกไปแล้ว บาปไม่บาปไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรักเพศเดียวกัน หรือต่างเพศ ขอให้เป็นรักที่แท้จริงเถิด

จะรักเพศไหน หรือทั้งสองเพศ ก็ไม่บาปทั้งนั้น.



*บทความโดยกลุ่มอัญจารี องค์กรสนับสนุนและปกป้องสิทธิคนรักเพศเดียวกัน ที่กลุ่มสะพาน เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อ การทำความเข้าใจ เรียนรู้ เรื่องคนรักเพศเดียวกัน แก่ผู้สนใจทั่วไป จึงนำมาเผยแพร่อีกครั้ง

เกี่ยวกับผู้เขียน : หลิน เป็นชื่อเล่นของไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ล่ามมืออาชีพหน้าใหม่ของงานเคลื่อนไหว
ทางสังคม เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพุทธ นาโรปะ จากสหรัฐอเมริกา ในขณะ ที่เธอฝักใฝ่ในคริสตศาสนา ซึ่งเธอบอกกับเราว่า ไม่ใช่เรื่องขัดแย้ง กันอยู่แล้วเพราะศาสนาพูดถึงเรื่องความสงบสันติภายในเหมือนกัน