บทความ
โดย พระชาย วรธัมโม


เกย์ – เลสเบี้ยน วิบากกรรมของใคร

 

เรื่องของคนรักเพศเดียวกันหรือที่เรียกกันว่า โฮโมเซ็กช่วล (ขออภัยที่ใช้คำฝรั่ง) มักมีปรากฏอยู่ใน คัมภีร์โบราณ
ทางศาสนาทุกศาสนา แม้ในพุทธศาสนาของเราเองก็ยังมีปรากฏให้เห็น นั่นเป็นที่แน่ใจ ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า
พฤติกรรมรักเพศเดียวกันของมนุษย์ มีมาช้านานนับเป็นพัน ๆ ปีแล้ว หรือไม่ ก็ยาว นานพอ ๆ กับที่เริ่มมีมนุษย์ ผู้ชาย–ผู้หญิงคู่แรกเกิดขึ้นมาบนโลกนี้

ใ นเมื่อปรากฏตามหลักฐานแล้วว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันของมนุษย์ มีมาช้านานนับเป็น พันปี เช่นนี้ ก็น่าที่จะเข้าใจได้ระดับหนึ่งว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่บรรยากาศ ของสังคมเท่าที่เป็นไปก็ไม่ได้มองว่าการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างที่เป็น โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งถ้าค้นคว้าหาคำตอบจากพุทธศาสนาว่าพุทธศาสนามองเรื่องนี้อย่างไร ก็มักจะได้คำตอบลาง ๆ ว่าเป็น
“กรรม”

ผู้เขียนเองในฐานะที่มีวิถีชีวิตอยู่ในร่มเงาของพุทธศาสนามานาน ต้องขอบอกตามตรงว่าจริง ๆ แล้วตนเอง ก็ยังไม่เคยพบสักทีว่าตรงไหนแน่ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เกิดมาเป็นคนรักเพศเดียว กันแล้วเป็นกรรม
ตรงนี้เข้าใจว่าคงเป็นอรรถกถา (เนื้อความขยายความหมาย) ซึ่งเขียนโดย อรรถกถาจารย์รุ่นต่อ ๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการตีความกันเอาเองของนักบวชรุ่นหลัง ๆ ซึ่งอาศัยหลักธรรมเรื่อง “กรรม ๑๒” มาเป็นมาตราวัดว่าใครเกิดมาเป็นอะไรแล้วเป็นกรรม

ซึ่งตรงนี้นอกจากคนที่เป็นเกย์ (ชายรักชาย) เลสเบี้ยน (หญิงรักหญิง) จะรับไปเต็ม ๆ แล้ว พวกบัณเฑาะก์ และกะเทย ดูจะรับไปมากที่สุด อันนี้ยังไม่นับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง อื่น ๆ อีกมากแบบ ซึ่งไม่พ้นที่จะต้องถูกเหมารวมว่าเป็นกรรมไปด้วย

การที่มีการวิเคราะห์ว่าเกิดมาเป็นคนรักเพศเดียวกันแล้วเป็นกรรมนั้น เข้าใจว่าคง เนื่องมาจาก มีการตั้งข้อ
สังเกตหลายประการว่าเป็นบุคคลที่ไม่เหมือนคนอื่น (เวลาที่คนเราเกิดมา ไม่เหมือนคน อื่นมักถูกบอกว่าเป็นกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการก็ถูกสังคมตัดสินไปไม่น้อยเช่นกัน) เมื่อไม่เหมือนคนอื่นสังคมก็ไม่ยอมรับ เมื่อสังคม ไม่ยอมรับ สังคมก็มีคำพูดส่อเสียดล้อเลียนให้ร้าย ต่างๆ นานา ก่อให้เกิดความกดดันเป็นสภาวะที่เป็นทุกข์ ภายในใจต่าง ๆ นานาหลายประการ

สรุปแล้วเกิดเป็นคนรักเพศเดียวกันเป็นกรรม โดยยังไม่ได้มีการศึกษาวิจัยลงลึกไปถึงตัวตนจริง ๆ ของกลุ่มคน ที่รักเพศเดียวกันว่าพวกเขามีวิถีชีวิตอย่างไร มีความทุกข์จริงหรือไม่ ควรจะถูกจัดว่า เป็นชีวิต ที่เกิดมามีกรรม อย่างที่เขาว่ากันอย่างนั้นหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ บริบทของสังคม ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ที่มีการยอมรับ ความแตกต่างของบุคคลกันมากขึ้น

อันที่จริงการจะวิเคราะห์ว่าใครเกิดมาเป็นอะไรแล้วเป็นกรรมหรือไม่นั้นมีหลักวิเคราะห์อยู่ว่าเจตจำนงหรือทัศนคติ
ของบุคคลคนนั้นเป็นอย่างไร อย่างเช่นคนยากจนเราว่าเขาเป็นคนมีกรรมเพราะเกิดมายากจน ความที่เรามีทัศนคติ ว่าเกิดเป็นคนจนนั้นลำบากในขณะที่เกิดมาเป็นคนรวยแล้วสุขสบายเราจึงตัดสินว่าเขาเกิดมามีกรรมเพราะเกิดมาจน โดยเรายังไม่ได้วิเคราะห์ว่าเขาเกลียดหรือเป็นทุกข์กับสภาพความยากจนของเขาเองหรือไม่

เพราะคนยาก จนหลายคน ก็ไม่ได้เป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับสภาพความจนยากที่เขาเป็นอยู่ ตรงกันข้ามคนจนบางคน กลับรู้สึก ปรกติดีกับวิถีชีวิตที่ตนเองเป็นไป ผิดกับคนรวยบางคนที่อยู่ร้อนนอนทุกข์เพราะเป็นห่วงสมบัติบ้า

อย่างนี้จะไปบอกว่าเกิดเป็นคนจนมีกรรมก็คงไม่ถูกนัก

เช่นเดียวกับชายรักชาย-หญิงรักหญิง กะเทย ทอม เกย์ดี้ รวมไปถึงบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งดูพวกเขาก็มีความสุขดีกับวิถีชีวิตในแบบที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่รักที่เป็นเพศเดียวกันหลาย คู่พบว่าพวกเขา มีความสุขดีกับการครองรักในเพศเดียวกัน

และก็ดูจะมีความปรกติสุขกว่าคู่รักต่างเพศหลายคู่ที่เอาแต่ทะเลาะวิวาทหย่าร้างนอกใจกันทุกวี่วัน(ขณะที่เขียนบทความ นี้อยู่ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๕ ก.ค. ๔๔ เพิ่งลงข่าวว่าคู่สมรสไทยจดทะเบียนหย่ากันปีละ ๖ หมื่นคู่ ช่างเป็นตัวเลข ที่ไม่น้อยเลย) หนำซ้ำยังให้กำเนิดลูกออกมา-สร้างปัญหากับจิตใจให้เด็กด้วยเหตุพ่อแม่แยกทางกันอีกอย่างนี้คงต้อง ทบทวนกันใหม่เสียแล้วว่าใครกันแน่ที่เกิดมามีกรรม

ในฐานะที่การตีความหัวข้อธรรมในศาสนาให้เข้ากับยุคสมัยก็จัดเป็น “เสขิยธรรม” หรือ “ธรรมที่ควรศึกษา” ประการหนึ่ง ผู้เขียนจึงอยากเสนอ มุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องกรรมต่อบุคคลที่รักเพศเดียวกัน เพื่อให้ชาวพุทธ ได้ช่วยกันคิด และขยายฐาน ความเข้าใจ เรื่องกรรมต่อประเด็นนี้ไว้ ๓ ประการ

ประการแรก เกิดเป็นกะเทย ทอม เกย์ ดี้ หรือมีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างอื่น ๆ ไม่ได้เป็นกรรม ด้วยถ้าพูดว่า เป็นกรรมแล้ว การเกิดเป็นเพศไหนก็เป็นกรรมทั้งสิ้น เพราะคนทุกคนที่เกิดมาล้วนมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เหมือนๆ กันทุกคน กรรมไม่เลือกเพศว่าเกิดเป็นชายเอากรรมไปน้อย ๆ ส่วนพวกที่เกิดมาเป็นผู้หญิง กะเทย ทอม เกย์ ดี้ พวกนี้เอากรรมไปมาก ๆ กรรมคงไม่แบ่งเช่นนั้น

แต่ที่เราเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น นั่นคงมีสาเหตุมาจากการเลือกปฏิบัติ – การกดขี่ – การกระทำรุนแรง – การใช้คำ
สบประมาท และความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้มากกว่านั่นเอง

ปัจจุบันนี้สังคมกำลังเดินหน้าไปสู่การเรียนรู้เรื่องการยุติความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การยุติการกระทำรุนแรง ต่อผู้หญิง” สมควรอย่างยิ่งที่ชาวพุทธเราควรจะทำความเข้าใจในประเด็น เรื่องยุติการกระทำรุนแรงต่อ เพื่อนมนุษย์ กันให้มากมากกว่าการนำเอาอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง มากล่าวหากันด้วยวาทะเรื่องกรรม

ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อการให้ความเคารพในความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้วการตัดสินว่าใครเกิดมามีกรรม
ทำให้เรามองข้ามความเป็นมนุษย์ในด้านอื่น ๆ ที่เขามี และยังเป็นการมองข้าม “โอกาสในการบรรลุธรรม” ของบุคคลไปด้วย

ประการที่สอง เป็นกรรมของสังคม “กรรม” ในความหมายของการกระทำร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ ที่กระทำต่อคน กลุ่มน้อย อันก่อให้เกิดบาป ๓ ด้านด้วยกัน คือ

ด้านกายกรรม คือการที่สังคมเลือกปฏิบัติได้แก่การเลือกไม่รับเข้าทำงานเพียงเพราะเห็นว่ามีบุคลิกภาพที่ดูออกว่า อาจเป็นบุคคลที่รักเพศเดียวกัน หรือในเรื่องสิทธิอันชอบธรรมอื่น ๆ ที่บุคคลเหล่านี้จะ ไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นบุคคล ทั่วไป ในต่างประเทศการเลือก ปฏิบัติมีความรุนแรงมากถึงกับ มีการทำลายทรัพย์สินของคนที่รักเพศเดียวกัน เช่น กรีดรถ เผาบ้าน ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายด้วยการทุบตี อาจจะด้วยความ รังเกียจหรืออคติใด ๆ ก็ตาม นับเป็น “การทำบาปทางกาย” ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง

ด้านวจีกรรม คือการ-ที่สังคมใช้ถ้อยคำสบประมาท เยาะเย้ยถากถางถึงพฤติกรรมรักเพศเดียวกันของบุคคล เพื่อหวังให้บุคคลเกิดความอับอาย ทั้งในที่ส่วนตัวและที่สาธารณะ หรือการให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจผิดต่าง ๆ ว่าคนรักเพศเดียวกันเป็นพวกวิปริต ผิดปรกติ ไม่สบาย มีอารมณ์รุนแรง (ปัจจุบันสถาบันจิตเวช และจิตศาสตร์ในต่าง ประเทศ รวมทั้งกรมสุขภาพจิตของไทยต่างก็สรุปแล้วว่า การรักเพศเดียวกันของบุคคล ไม่ได้เป็นอาการป่วยทางจิต อย่างที่เข้าใจ) ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นเป็นเพียงอคติที่ถูกสร้างขึ้น

และก่อความเดือดร้อนใจให้กับบุคคลที่รักเพศเดียวกัน จัดเป็นวจีกรรมที่รุนแรงไม่แพ้กายกรรม ด้านมโนกรรม คือการที่สังคม มีอคติต่อบุคคลที่รักเพศเดียวกัน มีทัศนคติที่ไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่ยอมรับว่าคนรัก เพศเดียวกันมีตัวตนจริง นำไปสู่ความคิดที่เป็นลบและความรังเกียจอย่างรุนแรงต่อบุคคลที่รักเพศเดียวกัน

ซึ่งมโนกรรมเป็นรากเหง้าไปสู่กายกรรมและวจีกรรมข้างต้น เหล่านี้คือกรรมที่สังคมได้ทำกับคนที่รักเพศเดียวกัน ทั้งทางกาย วาจา และใจ

ประการที่สาม เป็นกรรมของสังคมไทยที่ตั้งอยู่บนรากฐานของโครงสร้างสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ การที่สังคมยกฐานะ ให้ชายเป็นใหญ่ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง หรือแม้แต่ศาสนา เป็นผล ให้บุคคลที่มีเพศสภาพหรือวัยที่แตกต่างอื่น ๆ ไม่ได้รับการเหลียวแลและถูกเลือกปฏิบัติออกไป เช่น ผู้หญิง เด็ก คนชรา และเมื่อมีบุคคล ที่มีอัตลักษณ ์ทาง เพศที่แตกต่างเพิ่มขึ้นมาอีก ก็เป็นที่แน่นอนว่าบุคคลเหล่านี้ จะต้อง ถูกผลักออกไปด้วย และอาจจะถูกผลักออกไปรุนแรงกว่าบุคคล ๓ ประเภทแรก ซึ่งลักษณะการถูกผลักออกไป จะเป็นไปในรูปแบบของกรรมประการที่สองข้างต้น ด้วยการทำบาป ๓ ด้าน(กาย วาจา ใจ) ระหว่างผู้กระทำกับ ผู้ถูกกระทำจะหมุนวนไปมาภายใต้โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ดังกล่าวอย่างไม่มีวันจบสิ้น นับเป็นความรุนแรง ที่เกิดกับเพื่อนร่วมโลกภายใต้โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ที่ควรเร่งรีบเยียวยาแก้ไข

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สังคมควรหันกลับมามองดูสมาชิกร่วมสังคมเดียวกันว่า แท้จริงแล้วสังคมเราประกอบ ไปด้วยบุคคลที่มีเพศสภาพหลายลักษณะ มีบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศมากมายหลายแบบ เป็นเรื่องยากที่เราจะ บังคับให้มนุษย์มีเพียงเพศสภาพใดเพศสภาพหนึ่ง เพราะเป็นความพึงพอใจที่แตกต่างของแต่ละบุคคล สังคมควรให้ความเคารพในความแตกต่างหลากหลายเหล่านั้นด้วยธรรมะ ธรรมะคือธรรมชาติได้สร้างสรรค์ ความหลากหลายให้เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างเหมาะสมแล้ว

แม้แต่มนุษย์เองก็ยังมีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างหลากหลายนับเป็นความสมดุลทางธรรมชาติประการหนึ่ง
ที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มประชากรโลก การใช้ความรุนแรงเข้าจัดระเบียบในสังคม นอกจากจะเป็นการ ก่อกรรมทำบาปซ้ำซ้อนให้กับเพื่อนร่วมโลกแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้สังคมขาดวิจารณญาณในการเข้าใจคน อย่างสันติวิธีอีกด้วย

การจะเป็นคนดีหรือไม่นั้นไม่ได้เริ่มต้นที่อัตลักษณ์ทางเพศ หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นเพศใดเพศหนึ่ง แต่เริ่มจากจิตใจ ว่ามีพรหมวิหารธรรมหรือไม่ นั่นคือมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอยู่ภายในใจหรือเปล่า สังคมควรสร้างค่านิยมใหม่ ๆ ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยการให้ความสำคัญกับคุณธรรมด้านใน มากกว่าแค่อัตลักษณ์ ภายนอก และมองความแตกต่าง ของเพื่อน มนุษย์ด้วยจิตใจที่เป็นกลางอย่างมีพรหมวิหารธรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองดูเพื่อนมนุษย์ทุกคนด้วยใจอันเมตตา ยุติการถือเอาความ แตกต่างของเพื่อนมนุษย์ มาเป็นข้ออ้างของการกดขี่ เพื่อที่สังคมมนุษย์จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีภราดรภาพและสงบสันติยิ่งขึ้น

เมื่อใดที่เราสร้างสังคมให้เกิดความสงบสันติ เมื่อนั้นได้ชื่อว่า เรากำลังสร้างกรรมใหม่ให้กับสังคมและตนเอง กรรมใหม่ที่ เป็นทั้งกรรมดีและเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งในเวลาเดียวกัน.