![]()
บทความ
โดย ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่
กฎหมายรับรองคู่ชีวิตเพศเดียวกันในประเทศไทย
ต้นเดือนมีนาคม 2548 ที่ผ่านมาประเด็นเรื่องกฎหมายรับรองการใช้ชีวิตคู่ของคนรักเพศเดียวกัน ถูกนำมาพูดถึง อีกครั้งในวงกว้าง จากการให้สัมภาษณ์ของคุณระเบียบรัตน์ พงศ์พาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา ว่าคนรักเพศเดียวกัน สามารถรวบรวมรายชื่อขอแก้ไขกฎหมายได้ หากต้องการให้มีกฎหมายจดทะเบียนรับรองคู่ชีวิตเพศเดียวกัน ซึ่งประเด็นนี้สมาชิกวุฒิสภาท่านอื่นก็เห็นด้วยเช่นกัน อาทิเช่น คุณจอน อึ้งภากรณ์ และคุณมาลีรัตน์ แก้วก่า รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย คืออาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ไปออกรายการโทรทัศน์ในประเด็นนี้ร่วมกันเป็นที่น่าดีใจ ที่ประเด็นนี้ มีนักวิชาการและผู้ที่มีบทบาทอยู่ในเกี่ยวข้องกับเรื่องนโยบายประเทศ มีความสนใจ และอยากให้เกิดการแก้ไข ปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม
ความจริงประเด็นเรื่องจดทะเบียนรับรองคู่คนรักเพศเดียวกันนี้ ก็เป็นเรื่องที่คุยกันมานาน เหมือนกันแล้วในกลุ่ม คนทำงานประเด็นดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็อยากให้มีการจดทะเบียนรับรองที่ว่านี้ แต่ดูเหมือนสถานการณ์ ทางสังคมจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยสักเท่าไร
ผู้เขียนจำได้ว่าประมาณเดือนเมษายน ปี 2544 ที่ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ท่านออกมาให้สัมภาษณ์ไปในทำนองว่าเห็นด้วย ที่จะให้มีการจดทะเบียน คู่ของคนเพศเดียวกัน ซึ่งก็สร้างความดีอกดีใจให้กับกลุ่มคนทำงานเรื่องนี้มาก พวกเราถึงกับนำช่อดอกไม้ไปมอบ ให้ท่านที่กระทรวงเลย ทีเดียว
แต่ว่าความเห็นของดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ในตอนนั้น ดูจะแปลกใหม่ มาแรงไปสักหน่อย คณะรัฐบาลขณะนั้น รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ให้สัมภาษณ์อีกทีหลังจากนั้นว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ โดยท่านนายกทักษินมองว่ากลุ่มคนรักเพศเป็นกลุ่มที่มีความผิดปกติทางอารมณ์
นอกจากนั้นกลุ่มทำงานประเด็นสิทธิคนรักเพศเดียวกันขณะนั้น ก็มีเพียงกลุ่มอัญจารีกลุ่มเดียว ขณะกลุ่มชายรักชาย ส่วนใหญ่จะเน้นการทำงานในประเด็นเรื่องเอดส์มากกว่า ประเด็นจึงไม่มีอะไรคืบหน้าไปมากกว่านั้น
แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีองค์กรทำงานประเด็นคนรักเพศเดียวกันเกิดขึ้น หลายองค์กร และทำงานในประเด็นที่หลากหลายขึ้น เรื่องกฎหมายจดทะเบียนรับรองคู่ชีวิตคนรักเพศเดียวกัน จึงเป็นประเด็นที่องค์กรส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
เพราะที่ผ่านมานั้น ก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่หน่วยงานของรัฐเลือกปฏิบัติต่อคนรักเพศเดียวกัน อาทิเช่น ปี 2540 ที่สถาบันราชภัฎ ออกกฎ ห้ามไม่ให้เกย์ กะเทย ทอม ดี้ เข้าเรียนในคณะครุศาสตร์ โดยอ้างว่าจะทำให้เด็กๆ เลียนแบบ เมื่อจบออกไปเป็นครูสอนเด็ก
ต่อมาปี 2542 ถัดมา กรมประชาสัมพันธ์ ก็ได้ทำหนังสือถึงสถานีวิทยุโทรทัศน์ทุกช่อง ให้กวดขันในการนำเสนอ ภาพของเกย์ กะเทย ทอม ดี้ ทางจอที.วี. ด้วยการอ้างว่าเด็กๆ จะเลียนแบบอีกนั่นล่ะ
ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ปี 2547 นายกล้า สมตระกูล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ทาง หนังสือพิมพ์ว่า
"กระทรวงวัฒนธรรมจะรณรงค์อย่างจริงจังเกี่ยวกับพฤติกรรมรักร่วมเพศ แม้ว่าจะไม่สามารถไปไล่จับให้เข้าคุก หรือมีบทลงโทษทางกฎหมายเหมือนกับสื่อลามกอนาจาร แต่จะเรียกร้องให้ประชาสังคมช่วยกันต่อต้าน ไม่ให้ พฤติกรรมรักร่วมเพศแพร่ระบาดไปมากกว่านี้ ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม จะมีการจัดระเบียบเจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ไม่ให้มีการเปิดรับผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเข้าทำงาน " (จาก นสพ.ไทยรัฐ
4 มิ.ย. 2547) แม้ต่อมานายกล้า สมตระกูล จะอ้างว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นก็ตามเหตุการณ์ทั้งหลายข้างต้น ทำให้คนรักเพศเดียวกัน ไม่มีความมั่นใจ หรือรู้สึกมั่นคงในการดำเนินชีวิต เพราะจะไม่รู้เลยว่าเมื่อใด ที่ผู้บริหารองค์กรของรัฐจะนึกครึ้มกระทำการเช่นนี้อีก
ขนาดรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ที่จะอ้างถึงความเท่าเทียมของผู้ชาย/ผู้หญิง และเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2540 ยังทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ นี่ไม่นับเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีที่มาจากอคติต่อ คนรักเพศเดียวกัน ซึ่งไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรอีกจำนวนมาก
ดังนั้นแล้ว ความต้องการขอมีกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตแบบคนรักเพศเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่คนทำงาน ในประเด็นคนรักเพศเดียวกัน เห็นตรงกันว่าควรจะมี และคาดหวังว่ามันจะทำให้คนรักเพศเดียวกัน ทั้งที่มีคู่และไม่มีคู่มีความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตแบบที่ตนเลือก
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าควรจะมีกฎหมายนี้ แต่ก็มีอีกหลายความคิดที่เห็นต่างออกไป มีทั้งฝ่าย ที่เห็นว่าจะออกมาเรียกร้องทำไม อยู่กันเงียบๆ ก็ดีแล้ว เพราะทุกวันนี้สังคมไทยก็เมตตาคนเป็นกะเทย ทอม ดี้ เกย์ มากเหลือเกินแล้ว ยิ่งออกมาเรียกร้องก็จะยิ่งโดนต่อต้าน เพราะจะยิ่งไปทำให้คนเขาเกลียดและหมั่นไส้มากขึ้น นี่คือแนวความคิดหนึ่งที่ผู้เขียนได้ยินจากการให้สัมภาษณ์ของดร.เสรี วงษ์มณฑา จากรายการคมชัดลึก ทางช่องเนชั่น แชนแนล
ส่วนอีกแนวความคิด ก็บอกว่าจะเอากฎหมายมาทำไม เพราะมันจะยิ่งทำให้รัฐเข้ามาก้าวก่ายกับชีวิตของเรา ไม่เห็นจะต้องไปให้ความสำคัญอะไรเลยกับกฏหมาย
เพราะการมีกฎหมายออกมา มันก็ไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้สังคมนี้ยอมรับคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ดูตัวอย่าง ได้ง่ายๆ จากองค์กรผู้หญิงต่างๆ ที่พยายามรณรงค์เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฏหมายเพื่อสถานภาพที่ดีขึ้นของผู้หญิง แต่สถานการณ์ด้านผู้หญิงในปัจจุบันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นสักเท่าไร
การมีกฏหมายรับรองคู่ชีวิตคนเพศเดียวกันจึงไม่ได้หมายความว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น อีกอย่างคือไหนๆ ก็เลือกที่ จะออกมานอกกรอบที่สังคมคาดหวังตั้งเอาไว้แล้วจะไปให้ความสำคัญให้รัฐมารับรองการอยู่ร่วมกันของพวกเรา
ไปทำไม เพราะทำเช่นนั้นก็เหมือนกลับไปสู่วิธีคิดแบบเดิมๆ ที่ให้คุณค่าว่าการแต่งงานเป็นเสมือน สถาบัน/พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ อะไรเช่นนั้นเป็นต้นส่วนหนึ่งผู้เขียนเห็นด้วยว่ากฏหมายอาจไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถ้ามองในฐานะที่ผู้เขียน เป็นเป็นหญิงรักหญิงในประเทศไทย การมีกฏหมายนี้อย่างน้อยมันก็ทำให้คนรักเพศ เดียวกันรู้สึกถึง ความมีตัวตนของตัวเองอยู่บ้าง
เพราะในสังคมทั่วไป คู่หญิงชายแม้ไม่จดทะเบียนสมรสกัน แต่ก็สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หรือแม้จะมีลูกด้วย กันได้โดยไม่เป็นเรื่องแปลก แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้ไม่ยาก แล้วก็เข้าใจได้ไม่ยากอีกด้วย เพราะพวกเขาคือคู่ต่างเพศ คือผู้ชายกับผู้หญิง ซึ่งอย่างไรก็ตาม สังคมก็ยอมรับโดยปริยายอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นผู้หญิงกับผู้หญิง หรือผู้ชายกับผู้ชาย สังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ยอมรับ แม้จริงๆ ก็พอจะรู้ว่าหญิงกับหญิง หรือชายกับชายคู่นั้น เป็นคู่ชีวิตกัน แต่บางทีสังคมก็เลือกที่จะมองไม่เห็นหรือมองผ่านไป ไม่ขอรับรู้รับ ทราบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น อยากอยู่ด้วยกันก็อยู่ไป แต่จะมาให้ยอมรับเป็นเรื่องเป็นราวนั้นไม่ได้เด็ดขาด
สัมพันธภาพของคู่เพศเดียวกัน จึงอยู่บนความเลื่อนลอย เคว้งคว้าง เปราะบาง สิ่งที่ผูกพันคนทั้งคู่เอาไว้จึงเป็นเพียง ความรัก และสัญญาใจ(ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้)เท่านั้น
การเป็นคู่ที่ไม่จดทะเบียนสมรสของหญิง-ชายกับคู่หญิง-หญิง, ชาย-ชายจึงมีความแตกต่างกันอยู่มาก เพราะคู่หญิง-ชาย มีฐานของโครงสร้างสังคมคอยโอบอุ้มคุ้มครองอยู่แล้ว ขณะคู่เพศเดียวกันนั้นไม่มีอะไรรองรับเลย ตรงกันข้าม มีแต่จะคอยกัดเซาะทำลายลงไปนั่นล่ะมากกว่า
การมีกฏหมายเพื่อรับรองชีวิตคู่ของคนเพศเดียวกันสำหรับผู้เขียน จึงไม่ได้เพื่อไปสถาปนาสถาบัน การแต่งงาน/ครอบครัวให้ดำรงความยิ่งใหญ่อะไรเลย
แต่เพื่อสร้างความรู้สึกมั่นคง มั่นใจ ต่อการดำรงวิถีชีวิตแบบคนรักเพศเดียวกันต่างหาก
ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าหากมีกฏหมายจดทะเบียนรับรองคู่คนเพศเดียวกันออกมาจริงๆ ซึ่งคงใช้เวลาในการทำงาน กันไม่ใช่น้อยๆ อาจ เป็น10 ปี หรือ 20 ปี ก็คงมีคนรักเพศเดียวกันอีกจำนวนมากที่ไม่ต้องการจดทะเบียนที่ว่านี้ เช่นที่คู่รักต่างเพศจำนวนมากก็เลือกปฏิเสธที่จะไม่จด
แต่ว่ามันมีให้เธอและเขาเลือกหรือเปล่า เท่านั้นเอง.
*บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ประชาไท ในชื่อคอลัมน์ ผู้หญิงสีรุ้ง