บทความ
โดย คณะทำงานเวทีไทยการประชุม"เพศวิถี เพศภาวะ และสิทธิในเอเชีย : การประชุมนานาชาติครั้งแรก ว่าด้วยเรื่องเควียร์ศึกษา"

 

คำกล่าวเปิดงาน
หญิงรักหญิง ชายรักชาย รักสองเพศ คนแปลงเพศ : ก้าวสู่ความเสมอภาคในประเทศไทย (1)



นานมาแล้ว พวกเราเคยอยู่ที่นี่และอย่างเสมอภาค (2) สังคมไทยในอดีตร่ำรวยไปด้วยรูปแบบชีวิตที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่เป็นสังคมที่เป็นพหุนิยมทางชาติพันธุ์ แม้แต่ความหลากหลายทางเพศก็เป็นสีสันของวันวาน เรามีคำพูด ที่ยืนยันถึงการดำรงอยู่ของพวกเรา เรามีงานเขียนที่แสดงถึงรากฐานของพวกเรา

ประวัติศาสตร์ของพวกเรายังคงรอคอยการค้นคว้า พวกเราหวังว่า การประชุมนี้จะช่วยเสริมพลังแก่พวกเรา ในการขจัดความรุนแรงที่บดบังอดีตและสิทธิของพวกเรา

หนึ่งในตำนานไทยเก่าแก่เรื่องการก่อกำเนิดได้กล่าวถึงโลกที่ประกอบด้วยสามเพศ : ผู้ชาย ผู้หญิง และกะเทย กะเทยในตำนานมิใช่ชายหรือหญิงที่ผิดปกติ กะเทยเป็นมนุษย์จำพวกหนึ่งที่แตกต่างซึ่งอาจ มีร่างกายเป็นชาย หรือหญิงก็ได้ กะเทยหรือเควียร์มีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์ทางเพศที่มิใช่แบบเพศตรงข้าม เควียร์ไทยมีอยู่ทั่วไป ทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและคนธรรมดาสามัญ พวกเราเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นความเฉลียวฉลาด พรสวรรค์ การวางตัว ความสำนึก และการอุทิศตนต่อส่วนรวม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไร้ข้อกังขา พวกเราได้รับการยอมรับ ในฐานะที่เป็นสมาชิกที่มีส่วนร่วม(ในสังคม)

ปัจจุบัน พวกเราจำนวนมากไม่ทราบถึงอดีตที่เสมอภาคของเรา ประสบการณ์ชีวิตสอนให้เรารับรู้ประวัติศาสตร์ ที่ต่างออกไป จะเป็นเควียร์หรือระวังตัวนะ มีเกย์ที่ถูกทุบมาหลายคนแล้ว เควียร์บางคนก็ถูก "ข่มขืน" เพื่อรักษา แม้จะอยู่ในบ้านของตัว ความตาย น้ำตา ความขมขื่น ความทุกข์ระทม หรือความรู้สึกแปลกแยก คือชะตากรรมของ ชาวเควียร์ไทยจำนวนมาก

ความแตกต่างและความกล้าที่จะรักคนเพศเดียวกันทำให้พวกเราถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบาปและเป็นคนเผยแพร่เชื้อ
โรค ความรุนแรงต่อพวกเราหลากหลายรูปแบบกลับดูชอบธรรมโดยอาศัยการตีความจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาและ
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่

ทุกวันนี้ เรามีชีวิตปกติ เรามีคนรัก เราจูบ เราร่วมรัก เราทำงาน เราได้ปริญญา เราช่วยเหลือผู้อื่น เราออกเสียง เลือกตั้ง เราจ่ายภาษี เราดูแลพ่อแม่และพี่น้อง เรามีชีวิตที่ไม่แตกต่างไปจากเพื่อนๆ ที่เป็นคนรักต่างเพศ ทั้งใน บทบาทของพี่ชาย(น้องชาย) พี่สาว(น้องสาว) ลูกสาว ลูกชาย และพลเมือง ประชาธิปไตย เบ่งบานแล้ว ความแตกต่าง ทางเพศกลับเป็นสิ่งที่คุมขังเราไว้ ให้มีเพียงครึ่งชีวิตและครึ่งสิทธิ

ตั้งแต่เยาว์วัย เราเรียนรู้ที่จะปกปิดตัวตนเพื่อให้เข้าเพื่อนฝูงได้ ไม่อย่างนั้น เราจะต้องกล้ามากพอที่จะเป็น เป้า สายตาคนรอบข้าง ในวัยที่ไม่ต้องกังวลกับภาระต่างๆ ในชีวิต พวกเราบางคนกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองในโรงเรียน เด็กชายตุ้งติ้งและเด็กหญิงห้าวหาญอาจแสดงออกถึงความต้องการที่แตกต่างโดยธรรมชาติ แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น ความจริงของชีวิตทำให้เราหลายคนจำยอมลดทอนความกล้าหาญ การเป็นคนแตกต่างอาจเป็นเหตุให้เสีย โอกาสทางการศึกษา การเป็นคนแตกต่างทำให้ไม่ได้งานทำ พลาดตำแหน่งและความก้าวหน้าทางอาชีพ

ชาวเควียร์ไทย - หญิงรักหญิง ชายรักชาย รักสองเพศ และคนแปลงเพศ - ใช้หลายวิธีในการจัดการกับพลังเงียบ ปราบเควียร์และความรู้สึกแปลกแยกในใจตน เราเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่ในโลกสาธารณะและโลกส่วนตัว ที่มิได้เชื่อม ต่อกัน การดำรงชีวิตจึงกลายเป็นการเดินทางกลับไปกลับมาแบบนาทีต่อนาที ระหว่างโลกสาธารณะ ที่เราเป็นคน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ กับโลกส่วนตัวที่เราสามารถเป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเช่นที่มนุษย์ทั่วไปพึงมี

การรู้จักเก็บซ่อนตัวตน คือหลักการใช้ชีวิตของเรา แม้กับครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย และเพื่อนร่วมงาน และสมาชิกในครอบครัว เราก็ต้องแกล้งหัวเราะและแก้ตัวเมื่อได้รับคำถามและความห่วงใยเกี่ยวกับชีวิต "ไร้คู่" ของพวกเรา เราต้องลบคนรักและคู่ออกจากใจชั่วขณะ ในสถานที่สาธารณะ คู่รักเควียร์เรียนรู้ที่จะทำตัวเป็น แค่เพื่อนกัน สังคมเรียกร้องการยินยอมจากพวกเราในการปฏิเสธตนเอง และเมื่อความรักความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหา เรามักจะหาใครมาช่วยเหลือรับฟังปัญหาไม่ได้

มีพวกเราบางคนที่ใช้ชีวิตคู่กับเพศเดียวกันอย่างเปิดเผย แต่พวกเรากลุ่มนี้ก็หาได้พ้นไปจากพื้นที่สีเทา ของการไร้ซึ่งสิทธิไม่

สีเทา คือ ชีวิตของพวกเราในสภาพที่ไร้การคุ้มครองทางกฎหมาย กฎหมายไทยมิได้ถือว่าการเป็นเควียร์เป็น อาชญากรรม แต่กฎหมายไทยสมัยใหม่รวมทั้งรัฐธรรมนูญ ได้ละเลยความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย แม้สังคมไทยจะชื่นชมว่า เราได้สร้างสีสันให้กับเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของประเทศ อย่างมาก แต่ดินแดนแห่งเสรีภาพของเรานี้กลับมิได้ยอมรับสถานะการเป็นมนุษย์ที่มิใช่คนรักต่างเพศของพวกเรา ในประเทศไทยเรามีเสรีภาพที่จะเป็นเควียร์ได้แต่ไร้ซึ่งสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเต็มชีวิต

ทัศนคติเช่นนี้ได้ตอกย้ำทัศนะต่อการรักเพศเดียวกันที่ปรากฎในสถาบันต่างๆ ที่มองว่า คนรักเพศเดียวกันเป็นพวก เบี่ยงเบน เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพช และเป็นพวกที่ต้องทนทุกข์เพราะบาปกรรมแต่ชาติปางก่อน ความรุนแรง ต่อชาวเควียร์ได้ค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ เพราะเห็นว่าเป็นกรรมของแต่ละคน ดังนั้นจึงไม่ใช่ เรื่องที่รัฐต้องให้ความสนใจแทรกแซง

ต่อไปนี้คือข้อมูลจริงบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตด้านสีเทาของชาวเควียร์ไทย :

พวกเราสามารถแปลงเพศได้ในราคาย่อมเยาว์และบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ กระนั้น พวกเรา (ที่แปลง เพศแล้ว) ยังต้องใช้ชีวิตกับความขัดแย้งของข้อเท็จจริง หนังสือเดินทาง บัตรประชาชน และใบขับขี่ได้ระบุถึง สิ่ง(อื่น)ที่ร่างกายของเราไม่สามารถพิสูจน์ได้

เยาวชนเควียร์เป็นเป้านิ่งให้เพื่อนเหยียดหยาม ต้องเจอกับความรุนแรงที่แยบยลทั้งในบ้านและในโรงเรียน เพื่อจะ ให้ได้มาซึ่งสิทธิที่จะเป็นสิ่งซึ่งตนต้องการ อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่กลับต้องผ่านทั้งร้อนทั้งหนาว กว่าจะ หาตัวเองพบ บางคนเป็นเควียร์ด้วยความรู้สึกที่สงสัยตัวเองอย่างมาก

บางคนเติบโตก้าวหน้าในอัตลักษณ์แบบเควียร์ของตน บางคนต้องเสียทั้งเลือดและน้ำตาให้กับคนที่เกลียดชังเควียร์ ที่แน่นอนที่สุดเยาวชนเควียร์ไทยส่วนใหญ่ต้องเติบโตขึ้นโดยปราศจากคำชี้แนะอาทรดูแล บ้างก็หลงทางไปในเส้น ทางแห่งการนิยามตนเอง บ้างก็ถูกทำร้าย บ้างก็บ่มเพาะความเกลียดตัวเองไว้เต็มอก จำนวนมากไม่มีแม้ที่พึ่ง ยามมีปัญหา เยาวชนเหล่านี้ก้มหน้าเรียนหนังสือ ยิ้มหัวตามประสาเควียร์ แล้วเก็บความทุกข์ระทมกับตัวเองไว้ในใจ ขวากหนามชองชีวิตเควียร์ทำให้เยาวชนบางส่วนต้องล้มเหลวทั้งที่มีความสามารถพิเศษและสติปัญญา

สังคมไทยล้มเหลวที่จะเข้าใจว่าการรักเพศเดียวกันมีความหมายมากกว่าการร่วมเพศ ดังนั้น โครงการบริการสังคม ในประเทศไทยจึงไม่รับรู้ถึงความต้องการและรูปแบบชีวิตเฉพาะตัวของพลเมืองชาวเควียร์ โครงการเหล่านี้มอง ไม่เห็นว่า ชาว เควียร์ก็มีครอบครัว มีเพศสัมพันธ์ ทำงาน เจ็บป่วย และเดินทาง ดังนั้นเมื่อบางสิ่งในชีวิตเควียร์ เกิดปัญหา ชาวเควียร์ต้องระดมความกล้าหาญ ที่ที่บางครั้งก็มากมายจนเกินกว่าจะหาได้เพื่อขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่รับเรื่องและเข้ามาแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวระหว่างคู่เควียร์ ชาวเควียร์ หลายคนกลัวว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย ก็จะไม่หาหมอ พยาบาล หรือครู โครงการของรัฐด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย สิทธิพิเศษทางภาษี และสวัสดิการจากการทำงาน มาจากเงินภาษีของพลเมืองเควียร์ แต่กลับไม่ให้อะไร ตอบแทนที่จะเอื้ออาทรการดำรงชีวิตของพวกเรา

ด้วยความตระหนักรู้อย่างเต็มที่ถึงพื้นที่สีเทาในชีวิต ชาวเควียร์ไทยได้แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราเอง

การเพิ่มประชากรเควียร์ในพื้นที่สาธารณะในช่วงสองสามทษวรรษที่ผ่านมา พลเมืองเควียร์ไทยได้นำไปสู่การ วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายในสังคมมองว่านี่คือสัญญาณของโรคระบาดจากตะวันตก วัฒนธรรมไทย กำลังตกอยู่ในอันตราย จำต้องปรามกระแสตะวันตก มิฉะนั้น เยาวชนไทยจะถูกชักนำไปในทางที่ผิดสู่โลก แห่งโรคภัยไข้เจ็บ

แม้ว่าความคิดเช่นนั้นจะเสียงดังอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ก็โน้มน้าวอะไรไม่ได้ แถมยังถูกท้าทายเสียอีก ชาวเควียร์ไทยทำประโยชน์ให้กับประเทศอยู่ทั่วไป ทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม พวกเราได้ใช้ พื้นที่ที่พวกเรามี และสร้างให้เป็นพื้นที่ สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

เราชาวเควียร์ได้สร้างชุมชน ให้พวกเราได้มีที่ทางในสังคม และช่วยเพื่อนให้สามารถจัดการกับความกลัว และความ เกลียดชังตัวเองที่ได้สั่งสมไว้ในใจ ชุมชน LGBT ไทยหลายกลุ่มได้ทำงานร่วมกันกับหน่วยงานของรัฐเช่น กรม สุขภาพจิต คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรม

การเมืองเควียร์ในประเทศไทยย้อนไปได้ถึงกลางทศวรรษ 1980 สมัยที่การเป็นเควียร์ ยังถูกมองว่าเป็น ความเบี่ยงเบน เควียร์บางหมู่ที่เป็นเพื่อนกันรวมตัวสร้างกลุ่มและกำหนดเป้าหมายการทำงานของกลุ่ม ในกรุงเทพฯ หญิงรักหญิงจำนวนหยิบมือก่อตั้งกลุ่มอัญจารีขึ้นในปี พ.ศ.2529 ทุกวันนี้กลุ่มอัญจารียังคงเป็นองค์กรเควียร์ไทย เดียวที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเพศ ในปีเดียวกัน ชาวชายรักชายจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้จัดตั้งกลุ่มนักเต้นเส้นสีขาวและสนับสนุนเรื่อง กุลเกย์ อันหมายถึงการเป็นเกย์ที่ดีในสังคมไทยทั่วไป

สิบปีให้หลัง การเมืองเควียร์ไทย ก้าวหน้ามากขึ้น องค์กรฟ้าสีรุ้งได้จดทะเบียนในฐานะ ที่เป็นหน่วยงาน แรกและหน่วยงานเดียวที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยในปี พ.ศ.2546 สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เป็นกลุ่มเควียร์กลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล(3) โดยทำงานในองค์กรร่มให้กับกลุ่มเล็ก ๆ ที่ให้บริการชาวเควียร์ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ก่อนหน้านั้น ในปี พ.ศ.2545 กลุ่มอัญจารี โดยการสนับสนุนจาก ความร่วมมือของกลุ่มเควียร์อื่น สามารถเคลื่อนไหวจนกรมสุขภาพจิตได้ประกาศถอนการรักเพศเดียวกัน จากบัญชีโรคที่เป็นความผิดปกติทางจิต ซึ่งสอดคล้องกับคำประกาศขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี ค.ศ. 1973 และปีเดียวกันนี้ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยซึ่งเห็นว่าสื่อมวลชน เป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง ทัศนะต่อคนรักเพศเดียวกัน ได้จัดโครงการเพื่อให้ความรู้แก่โรงเรียนและสร้างเครือข่าย กับสื่อไทยเพื่อความ เข้าใจที่ดีขึ้นต่อเรื่องชายรักชาย ในช่วงสองปีที่ผ่านมา กลุ่มหญิงรักหญิงเลสลา ได้ฟื้นฟูยุทธศาสตร์ยุคแรก ๆ ของกลุ่มอัญจารีในการสร้างพื้นที่ทางสังคมเพื่อความบันเทิงของชาวหญิงรักหญิงในกรุงเทพฯ และสะพาน (สื่อสิ่งพิมพ์) เน้นงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ของหญิงรักหญิงและการ นำเสนอภาพลักษณ์ของหญิงรักหญิงในสื่อต่างๆ

ถึงแม้กลุ่มเควียร์ในเมืองไทยได้สร้างบริการต่างๆ ช่วยเหลือชาวเควียร์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากและลด ความรู้สึกโดดเดี่ยวกังวลใจ แต่บริการที่มีก็ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ตราบที่โครงการต่าง ๆ ในสังคมทั่วไปและทัศนคติของสาธารณะยังเห็นชาวเควียร์เป็นพวกเบี่ยงเบนและน่าสมเพชยังคงอยู่ไม่ว่าจะแจ่ม
ชัดหรือรางเลือนก็ตาม

เนื่องจากเพศวิถีเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลไม่คงที่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะประมาณจำนวนของพลเมืองเควียร์ในประเทศ ไทยได้อย่างแม่นยำ บรรยากาศทางสังคมในขณะนี้ก็ยังไม่เหมาะต่อการเชื้อเชิญอำนาจของเควียร์ แต่พวกเรารู้ดีว่า พวกเรามีพลังเงียบที่ประกอบไปด้วยคนที่ยอมเสียสละ คนที่กำลังเป็นทุกข์ และคนที่พร้อมจะทำงาน หลายคนได้ ให้กำลังทรัพย์และเวลา และความสามารถพิเศษเพื่อทำให้การเมืองเควียร์ก้าวหน้าและขจัดการเลือก ปฏิบัติต่อชาวเควียร์

กลุ่มการเมืองเควียร์ไทยมิได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว เราเป็นองค์กรพันธมิตรในเวทีเรื่องเอชไอวี/เอดส์ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงของสื่อ ด้วยวิธีการทำงานเช่นนี้ เราจึงสร้างความก้าวหน้าได้ และได้เพิ่มพูนทักษะ ในการทำงานเคลื่อนไหว กลุ่มชายรักชายและหญิงรักหญิงได้เรียนรู้และยังคงเรียนรู้ถึงศิลปะ การทำงานร่วมกัน กลุ่มหญิงรักหญิง

วันนี้ แม้ความสำเร็จของพวกเราจะดูเล็กน้อย แต่มีความสำคัญยิ่ง เรามีโครงการเล็กๆ ให้บริการชาวเควียร์ หลายพื้นที่เราสร้างชุมชนของพวกเรา ทั้งในโลกไซเบอร์ ร้านหนังสือ ห้องเรียนตามมหาวิทยาลัยหรือบาร์เต้นรำ เราทำให้การมีอยู่ของเราชัดเจนด้วยศัพท์แสงใหม่ ๆ ด้วยงานศิลป์ ด้วยงานเขียน และรูปแบบชีวิตที่สดใสร่าเริง กลุ่มเควียร์มีที่มีทางและประเด็นเคลื่อนไหวไทยทำร่วมกับประชาสังคมไทย จนเป็นที่รับรู้อยู่ทั่วไป แต่เรายังคง ต้องทำงานต่อไปเพื่อให้เป้าหมายการทำงานของเราไม่เป็นประเด็นตกหล่นในการสร้างสังคมไทย
ให้เป็นหนึ่งในสังคมที่มีการเคารพสิทธิมนุษยชน

ด้วยความร่วมมือภายในพันธมิตรเควียร์ไทยและในหมู่กลุ่มประชาสังคมอื่น ๆ เรารู้ว่าเส้นทางสู่ความเสมอภาค ทางเพศนั้นยาวไกลและอาจไม่มั่นคง ยังคงมีตัวอย่างของการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการรวม ตัวในที่สาธารณะ อยู่มากมาย ที่ลบและปิดกั้นชาวเควียร์ให้ไร้ตัวตน ประสบการณ์สอนให้เราไม่ย่อท้อ

ทุกท่านที่มาประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยเรื่องเควียร์เอเชียครั้งที่ 1 ณ กรุงเทพฯ นี้ ผลงานทางวิชาการของท่านเป็น สิ่งที่ช่วยพวกเราอย่างยิ่ง ความรู้เรื่องเควียร์เป็นงานการเมือง การประชุมนี้ก็มีผลทางการเมืองด้วย แม้ว่าชาวเควียร์ ไทยจำนวนมากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่การประชุมนี้ได้ให้พื้นที่แก่พวกเรามาฟัง และแลกเปลี่ยนทัศนะและ ประสบการณ์ทางการเมือง เราจัดเวทีไทยด้วยหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนกับทุกท่าน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับ จุดมุ่งหมายทางการเมืองของชาวเควียร์ไทยหลักสองประการ อันได้แก่ การยอมรับพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่อง ความหลากหลายทางเพศและ การขจัดการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของความแตกต่างทางเพศ

เราหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะผลักดันให้นักวิชาการไทยสนใจสร้างฐานความรู้เรื่องเควียร์ที่ลุ่มลึกมากขึ้น ประวัติศาสตร์เควียร์ไทยไม่ว่าจะเป็นอดีตที่รุ่งเรืองหรือรุนแรง ยังคงรอการตรวจสอบทางวิชาการ ประวัติชีวิต ของผู้คนชาวเควียร์ต่างๆ ยังรอการบันทึกไว้เล่าขาน เรื่องราวความกล้าหาญ ของชาวเควียร์ต้องมีการเล่าสู่กันฟัง พวกเราหวังให้ความสนใจเรื่องเควียร์เข้าสู่แวดวงวิชาการอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน เราเห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรื้อถอนอคติ ความเข้าใจผิด และการประนามจากสังคม ต่อชาวเควียร์ในสังคมไทย ไม่ว่าในระดับปัจเจกหรือในระดับสถาบัน การมาประชุมพร้อมกันครั้งนี้ของ ท่านทั้งหลายกว่า 300 คนที่ต่างเป็นนักวิชาการมีความรู้สูง มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์อยู่มาก ข่าวคราวเกี่ยวกับพวกท่านจะช่วยให้สังคมไทยทราบถึงข้อเท็จจริงว่ามีชาวเควียร์ที่ฉลาดและมีการศึกษาอยู่มากมาย เพราะชาวเควียร์ไทยถูกสังคมกีดกันและเย้ยหยันนานเกินไปแล้วที่สังคมมองเห็นเราเป็นแค่ดาวบันเทิง และมองว่าความต้องการและความเป็นอยู่ของพวกเราเป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกไปจากความงี่เง่าไร้เหตุผลและ
โรคภัยไข้เจ็บ การปรากฏตัวของคุณเป็นหลักฐานโต้แย้งได้อย่างยอดเยี่ยม ถ้าชาวเควียร์คือพวกที่เบี่ยงเบน ความเบี่ยงเบนของพวกเราจะต้องมาจากความเฉลียวฉลาดของพวกเราเป็นแน่แท้

ประเด็นต่าง ๆ ที่พวกคุณอภิปรายในแต่ละเวทีจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตเควียร์นานเกินไปแล้วที่มุมมองทางวิทยาศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเห็นว่า การรักเพศเดียวกัน เป็นพยาธิสภาพ

บทความที่พวกคุณทุ่มเทเวลาหลายเดือนเขียนจะช่วยชี้แจงให้เห็นว่า : การเลือกปฏิบัติต่อชาวเควียร์มีอยู่ทั่วเอเชีย เช่นเดียว และชุมชนเควียร์ก็มีอยู่ทั่วเอเชีย ช กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ท่านได้สร้างความเข้าใจใหม่ให้เห็นถึง โครงสร้างความรุนแรงที่แอบแฝงอยู่ในเอเชีย และการเมืองต่อต้านจากชาวเควียร์ ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เราได้ใช้สิทธิของเราที่จะเป็นเควียร์แล้ว บทความของพวกคุณจะให้อาหารสมอง เพื่อสืบสานข้อเรียกร้อง ของพวกเรา ที่จะให้ระบบการปกครองและการกระจายทรัพยากรที่ดีขึ้นในประเทศไทย

ชุมชน LGBTไทย รู้สึกเป็นเกียรติที่มีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งนี้ พวกเราขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วม การประชุมในครั้งนี้ เราเห็นคุณค่าในมิตรภาพของพวกคุณ เราทุกคนคงต้องร่วมกันรักษาและพัฒนาความ เป็นพันธมิตรของพวกเราให้เป็นประโยชน์ พวกเราที่จะระดมทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้สามารถนำประเด็น และความคิดจากที่ประชุมไปดำเนินกิจกรรมที่จะช่วยให้พวกเราชาวเควียร์แต่ละคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

ยินดีต้อนรับและขอขอบคุณ!

 


เชิงอรรถ

(1)คำกล่าวเปิดของชุมชน LGBT ไทยใน "เพศวิถี เพศภาวะ และสิทธิในเอเชีย : การประชุมนานาชาติครั้งแรก ว่าด้วยเรื่องเควียร์ศึกษา" จัดโดยโครงการจัดตั้งสำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายเควียร์แห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพฯ
ประเทศไทย 7-9 กรกฎาคม 2548

(2)มิได้หมายความว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติกับชาวเควียร์ในอดีต (เนื่องจาก) มีงานวิจัยเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์เพศวิถีของไทยในเรื่องนี้ แม้กระนั้น ในตำนานโบราณเรื่องการก่อกำเนิดของอาณาจักรล้านนา เช่น ในคัมภีร์ปฐมมูลมูลี ผู้ที่รักเพศเดียวกันก็มีความเป็นมนุษย์เสมอกับชายและหญิง ในคัมภีร์นี้มิได้ระบุว่า ผู้ที่รักเพศเดียวกันมีความเป็นมนุษยน้อยกว่าหรือมีคุณค่าน้อยกว่าชายและหญิง

(3)สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เติบโตมาจากชมรมเส้นทางสีรุ้ง(ก่อตั้ง พ.ศ.2542) เป็นกลุ่มฟ้าสีรุ้ง (พ.ศ. 2543) และเป็นองค์กรฟ้าสีรุ้ง (พ.ศ.2544)