![]()
บทความ
โดย ธาราธรรม
ศาสนาและการกดขี่ทางเพศ
กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเรามีการพูดคุยกันระหว่างเพื่อน ๔ ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม และฮินดู กับเพื่อนบ้าน ๙ ประเทศในแถบเอเซียอันมี ไทย ลาว เขมร พม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ปากีสถาน อินเดีย โดยมีเราเป็นเจ้าภาพในการจัดหาสถานที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดประชุม พร้อมไปกับการเป็นผู้เข้าร่วม สัมมนาในครั้งนี้ภายใต้หัวข้อเรื่อง ความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชายในมิติศาสนา หรือ Living our Faith in
Community : Towards Gender Justice and Genuine Partnership of Women and Men* (จัดโดย Asia & Pacific Alliance of YMCAs (APAY), Christian Conference of Asia (CCA), Church Development Service (EED) และ Continuation Committee for the Gender Justice Consultation สถานที่จัดประชุม คืออาศรมวงศ์สนิท)
การพูดคุยครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมตัวแทน ๔ ศาสนาในเมืองปราพัท ประเทศอินโดนีเชียเมื่อ เดือนเมษายน ปีที่แล้วไปสะดุดเข้ากับประเด็นมิติหญิงชาย (Gender) ว่าเป็นประเด็นที่ควรถูกนำมาพูดคุยกันต่อพร้อม ๆ
กับการกลับเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างศาสนาที่มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ เพื่อที่จะปรับเปลี่ยน บทบาททางเพศแก่ผู้ที่ถูกกดขี่ ให้มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนความเสมอภาคแก่กันและกัน
อันนำไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างเพศที่เท่าเทียม เพื่อการนำคุณค่าและความงดงามที่มีในศาสนา มาสร้างความสงบสุข ระหว่างเพศให้เกิดมีขึ้นในที่สุด
การกดขี่ต่อผู้หญิง
การประชุมครั้งนี้ทำให้เห็นภาพรวมว่าความจริงแล้ว แต่ละศาสนาต่างก็มีรูปแบบการกดขี่ทางเพศที่ไม่แตกต่างกันนัก ดังเช่น ผู้หญิงในคริสตศาสนาจะไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้บวชเป็นพระได้ (เป็นได้แค่ซิสเตอร์หรือแม่ชี) เช่นเดียว กับพุทธศาสนาในเมืองไทยก็ปิดโอกาสผู้หญิงไม่ให้บวชเป็นภิกษุณี แต่โชคยังดีที่ยังสามารถไปบวชมาจากต่างประเทศได้
ในขณะที่เพื่อนหญิงชาวเขมรบอกกับเราว่า ผู้หญิงกัมพูชาที่อยากบวชเป็นภิกษุณีแม้จะไปบวชมาจากต่างประเทศ
ก็ไม่สามารถกลับมาอยู่ประเทศบ้านเกิดของตนได้ นอกเสียจากจะกลับไปนุ่งห่มสีขาวแบบแม่ชี คล้าย ๆ กับเพื่อนหญิง ในพม่าก็บอกเหมือนกันว่า ถึงบวชเป็นภิกษุณีมาจากต่างประเทศก็ไม่สามารถนุ่งห่มสีเหลืองได้ ต้องกลับไปนุ่งห่มแบบ แม่ชีพม่า (รู้สึกว่าสีของจีวรช่างมีปัญหาจริง ๆ !)
เพื่อนหญิงชาวฮินดูบอกกับเราว่า ผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในเทวสถาน เพียงเพราะผู้หญิงมีประจำเดือน
แน่นอนว่าวิธีคิดแบบฮินดูก็แทรกซึมเข้ามาสู่สังคมพุทธเถรวาทแบบไทยเหมือนกัน เพราะโบสถ์ในวัดแถบ ภาคเหนือของไทย จะมีป้ายแขวนไว้ชัดเจนว่า ห้ามผู้หญิงเข้า
เพื่อนหญิงมุสลิมจากอินโดนีเซียเล่าให้ฟังว่าเวลาที่เธออยู่ในประเทศของเธอ ๆ จะต้องสวมใส่ชุดที่ปกคลุม ร่างกายมากกว่านี้ (ตอนเธอมาสัมมนาที่นี่เธอได้รับการอนุโลมให้สวมกางเกงขายาว แต่ก็ยังต้องคลุมศีรษะด้วยผ้าอยู่ดี)
ชุดที่สวมใส่จะคลุมถึงเท้าไม่ให้เห็นแม้แต่ผิวหนังของเท้า เวลาที่เธอขึ้นบันไดไปสอนหนังสือ (เธอเป็นครูด้วย)
บ่อยครั้งที่เธอเกือบตกบันไดเพราะเหยียบเอาชายผ้าที่ยาวลากพื้น เพื่อนหญิงอิสลามคนเดิมยังเล่าถึงผ้าคลุมศีรษะว่า
เธอถูกห้ามไม่ให้เปิดผ้าคลุมให้คนอื่นเห็นเส้นผมตั้งแต่เล็ก ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าเธอไว้ผมทรงอะไร นอกจากจะได้เห็น เพียงใบหน้าทรงกลมของเธอ
เราถามเธอว่า เราจะมีโอกาสได้เห็นเส้นผมของเธอบ้างไหม เธอตอบว่า ฉันอยากเปิดเผยให้คนอื่นได้เห็น ทรงผมและหน้าตาของฉันเหมือนกัน แต่ฉันต้องให้เกียรติเพื่อนคนอื่น ๆ ที่เป็นชาวมุสลิมที่มาด้วยกัน เธอเล่า เพิ่มเติมว่าถ้าเป็นประเทศมุสลิมที่เคร่งครัดจริง ๆ จะไม่มีโอกาสเห็นแม้แต่ใบหน้า จะถูกปิดหมดเหลือ เพียงแค่ดวงตา เรากำลังคิดในใจว่าทำไมเพื่อนชายมุสลิมที่มาด้วยกันจึงอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ไม่ต้องปิดบังอะไรต่างจาก เพื่อนหญิงที่มาด้วยกัน
การกดขี่ผ่านวัฒนธรรม
เมื่อพูดถึงการกดขี่ในศาสนาแล้วการกดขี่จากสังคมและวัฒนธรรมเอง ก็ดูจะเป็นอะไรที่คาบเกี่ยวกัน จนบางทีเราก็ แยกแทบ ไม่ออกว่าอะไรคือการกดขี่จากศาสนา อะไรคือการกดขี่จากวัฒนธรรม งานนี้เราจึงไม่ได้พูดคุยกันแค่การ กดขี่ทางเพศในศาสนาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการกดขี่ที่มาในรูปของสังคมและวัฒนธรรมอีกด้วย
เพื่อนหญิงจากพม่าเล่าว่าวันนี้เธอสามารถสวมเสื้อคอกว้างให้เห็นลำคอและไหปลาร้าได้ ถ้าเป็นประเทศของเธอ ละก็ผู้หญิง จะถูกบอกให้สวมเสื้อปิดหลุมคอให้มิดชิด (ไม่มีโอกาสใส่สายเดี่ยวหรือเกาะอกเหมือนสาว ๆ ในเมือง ไทยอันนี้ข้าพเจ้าเติมเอง)
ผู้หญิงพม่าต้องไว้ผมยาวห้ามซอยผมสั้น เพื่อนหญิงชาวอินเดียเล่าว่าวัฒนธรรมการแต่งงานของชาวอินเดีย
เจ้าสาวต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าสินสอดทองหมั้น เจ้าสาวบางรายถึงกับถูกฆาตกรรม เพียงเพราะเธอจ่าย ค่าสินสอดทอง หมั้นไม่ครบตามที่ได้ตกลงกันไว้ และถ้าบ้านไหนมีแต่ลูกสาวก็ลองนึกภาพดูว่า พ่อแม่จะต้องยากจนลงอีกเพียงใด
เพราะผู้หญิงอินเดียไม่ถูกเปิดโอกาสให้ไปทำงานนอกบ้าน แล้วจะเอาเงินค่าสินสอดมาจากไหน รวมทั้งประเพณี กระโดดเข้ากองไฟตายตามสามีที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่จริง !
สิ่งที่พวกเรา ๔ ศาสนาจาก ๙ ประเทศมาแบ่งปันกันที่จริงมีมากกว่านี้และมีความสลับซับซ้อนกว่านี้ แต่คงไม่อาจเก็บ ความมาเล่าได้หมด ฟัง ๆ ไปก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าผู้หญิงทนให้ถูกกดขี่อยู่ได้อย่างไร ในเวลาเดียวกัน ก็งงอยู่เหมือนกันว่าผู้ชายเราปล่อยให้ศาสนา สังคม และวัฒนธรรมมากดขี่เพื่อนหญิงกันขนาดนี้ได้อย่างไร
และที่เหมือนกันหมดทุกประเทศเลยก็คือ ทุกประเทศต่างก็มีผู้หญิงถูกข่มขืนด้วยกันทั้งสิ้น จัดเป็นการคุกคามทางเพศ ยอดฮิต
ในกลุ่มย่อยชาวพุทธมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตั้งคำถามกันว่า แทนที่จะไปข่มขืนผู้หญิง ทำไมผู้ชายจึงไม่เลือกที่จะสำเร็จความใคร่ตนเองแทน เพื่อนหญิงในกลุ่มให้คำตอบว่ามันคงไม่เหมือนกัน
การข่มขืนทำให้ตัวเองดูยิ่งใหญ่และมีอำนาจเหนือกว่าในขณะที่การสำเร็จความใคร่ดูเป็นเรื่องไม่เข้าท่า...
ประเด็นร้อน
ประเด็นร้อนในการพูดคุยครั้งนี้ที่ต้องเก็บมาเล่าคงเป็นเรื่อง ประจำเดือน และ การขายบริการ เมื่อผู้หญิงฮินดูถูก ห้ามเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงเพราะมีรอบเดือน เพื่อนหญิงชาวฮินดูแสดงความเห็นว่าไม่เห็นแปลกเพราะ ศาสนาคงไม่ต้องการให้สิ่งที่เป็นคาว ๆ เข้าไปใกล้สถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ไม่ต่างกับเวลามีคนต่อสู้กันด้วยความ รุนแรงมีเลือดไหลอาบ เราก็คงไม่รู้สึกดีที่ได้เห็น
ทำเอาหลาย ๆ คนที่ได้ยินรู้สึกอึ้งเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินการเปรียบเทียบทำนองนี้ เพราะหลายคนกำลังมองว่า
เป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ผู้ดำเนินรายการต้องรีบแตะเบรค เพราะเริ่มเห็นว่าบรรยากาศกำลังจะไปสู่ มาคุ
ทางความเห็นประเด็นหญิงขายบริการก็มีคนแปลกใจกันมากเมื่อรู้ว่า พุทธศาสนาไม่ได้ประณามคนที่ขายบริการทางเพศ ว่าเป็นพวกผิดศีลธรรม หญิงขายบริการเองก็มีส่วนในการสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนา ด้วยการสร้างวัดทั้งใน พุทธประวัติ ที่ปรากฏและในกรุงเทพฯ ก็มี วัดคณิกาผล ให้เห็น อีกทั้งพระพุทธเจ้ายังเปิดโอกาส ให้หญิงขายบริการเข้า มาบวชเป็นภิกษุณี และสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้อีกด้วย
ข้อมูลตรงนี้ทำเอาเพื่อนร่วม ประชุมต่างศาสนาหลายคนรู้สึกตื่นเต้นไม่คิดว่าพุทธศาสนาจะใจกว้างปานนี้ แต่เรา ก็อธิบายให้ฟังว่า ในสังคมไทยปัจจุบันก็ไม่ได้เปิดกว้างทางความคิดเหมือนกับปรัชญาทางศาสนา ในโลกของความ เป็นจริงสังคมไทยก็ยังคงรังเกียจ และมีอคติกับหญิงขายบริการ ไม่ต่างกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ
เกย์กับภิกษุณี
วันไปดูงานนอกสถานที่ตามตารางเก่าเรานัดกันว่าจะไปเยี่ยมชมหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ จ.กาญจนบุรี แต่เนื่องจากระยะทาง ที่ไกลเกินไป จึงมีการปรับเปลี่ยนกระทันหันแต่ก็ยังไม่หลุดไปจากประเด็นมิติหญิงชาย ด้วยการพาไปเยี่ยม ชมสวนลุมพินีในกรุงเทพฯ พร้อมกับแนะนำว่าสวนลุมพินีแห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนของคนกรุง ในวันหยุดสุดสัปดาห์เวลากลางวันแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดพบปะของชาวเกย์ในยามค่ำคืนอีกด้วย
หลังหกโมงเย็นเป็นต้นไปด้านนอกสวนลุมฯ บริเวณลานพระบรมรูปจะเป็นจุดที่ชายเกย์ขายบริการ มาเดินเตร็ดเตร่ หาลูกค้าตกลงราคากัน แต่ลึกเข้าไปในเขตสวนสาธารณะด้านในเกือบทุกจุดที่มีม้านั่งหินและสุมทุมพุ่มไม้ จะเป็นจุดหา คู่ของ ชายเกย์ที่ต้องการหาเพื่อนคุยหรือเพื่อนนอนโดยไม่มีใครต้องจ่ายค่าบริการ ขณะที่ถัดออกไปอีกด้านของ สวนลุมพินีทางป้ายรถเมล์ของถนนวิทยุ จะเป็นจุดหาลูกค้าของหญิงขายบริการไร้สังกัด
นี่คือการจัดโซนนิ่งตามธรรมชาติของคนกลางคืนแถวนี้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นปรากฏการณ์วัฒนธรรม ทางเพศของคน กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่สามารถพบปะเปิดเผยตัวตนในที่โล่งแจ้งได้อย่างปรกติ ไม่ว่าจะอย่างไรเรา คงไม่อาจปฏิเสธความ มีตัวตนและพฤติกรรมทางเพศของพวกเขาเหล่านี้ไปได้
จากนั้นพวกเราก็ไปกันที่ สมาคมฟ้าสีรุ้ง เพื่อรับฟังเรื่องราวการกดขี่คนรักเพศเดียวกันในสังคมไทย
ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ตัวแทนจากองค์กร สะพาน (ผู้หญิงรักผู้หญิง) บอกเล่าเรื่องราวความรุนแรงต่อคนรักเพศเดียว กันในเมืองไทยให้ฟังตั้งแต่ห้ามเป็นครู ห้ามบวชพระ ห้ามออกทีวี เหล่านี้เป็นความรุนแรงนอกบ้าน ไปจนถึงความรุนแรง ในบ้านที่เคยมีทอมสาวฆ่าตัวตาย เพราะคนในบ้านไม่ให้การยอมรับ หญิงรักหญิงบางคนถูกพ่อแม่บังคับ ให้แต่งงานเพื่อจะ ได้หายจากการเป็นเลสเบี้ยน
ระพีพันธ์ จอมมะเริง ตัวแทนจาก สมาคมฟ้าสีรุ้ง (ผู้ชายชอบผู้ชาย) บอกเล่าเรื่องราวความรุนแรงที่เกิดกับเกย์ว่า
เกย์ที่เป็นชนชั้นล่าง คนขายแรงงาน คนต่างจังหวัดจะมีชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่จึง ใช้ความเป็นเกย์ของตน แลกกับเงินด้วยการขายบริการ อย่างที่เราได้ไปสำรวจบางส่วนของสวนลุมพินีมาแล้ว บางคนก็ตัดสินใจไปขายบริการในแหล่งแสงสีมีสังกัดในถนนสีลม สังคมไม่ได้ให้การยอมรับการมีตัวตนของ ผู้ชายที่รักผู้ชาย จึงทำให้ชายเกย์จำนวนหนึ่งมุ่งตัวเองไปสู่การแปลงเพศ เพราะคิดว่าหนทางที่ดีคือเปลี่ยนแปลง ตัวเองให้กลายเป็นหญิงไปเลย
นั่นยิ่งทำให้เกิดความซับซ้อนยิ่งขึ้นเพราะการผ่าตัดแปลงเพศก็ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เงิน และเสี่ยงต่อการเจ็บเนื้อเจ็บตัว
และก็ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนเพศไปแล้วจะได้รับการยอมรับอย่างง่ายดาย การแปลงเพศอาจเหมาะกับคน ๆ หนึ่ง เท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเกย์ทุกคนต้องแปลงเพศ
ในขณะที่เกย์ชนชั้นกลางในเมืองก็มักประสบปัญหาการไม่ยอมรับจากพ่อแม่พี่น้อง เกย์หลายคนต้องหลบออกมาใช้ชีวิต นอกบ้านเพื่ออิสระที่มากกว่า
เรื่องของเกย์และเลสเบี้ยน จึงเป็นประเด็นที่กระทบต่อระบบความคิดความเชื่อเรื่อง เพศชายเพศหญิง ที่มีอยู่เดิม ของผู้คนในสังคมไทย
จากนั้นพวกเราก็ไปกันที่ วัตรทรงธรรมกัลยาณี เพื่อสนทนาธรรมกับ หลวงแม่ธัมมนันทา ที่นี่หลวงแม่ ได้เล่าถึงปัญหา ในเมืองไทยว่าคณะสงฆ์ไทยไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี ถ้าจะบวชก็ต้องไปบวชจาก ต่างประเทศแต่นั่น ก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ เพราะต้องมีวัดเป็นของตนเองรองรับ ซึ่งวัดส่วนใหญ่ในเมืองไทย ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้มีภิกษุณีเข้าไปพำนักอยู่แล้ว เพราะเป็นวัดของพระผู้ชาย สิ่งสำคัญก็คือภิกษุณีควรมีวัดเป็น ของตนเองจะได้ไม่ถูกอำนาจจากฝ่ายสงฆ์เข้าแทรกแซง (อันนี้ผู้เขียนเติมเอง)
แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วยก็คือ ให้การศึกษาแก่ชาวพุทธเรื่อง การบวชภิกษุณีกัน เป็นขนานใหญ่ เพราะชาวพุทธส่วนมากเมื่อเห็นผู้หญิงห่มเหลืองแล้วยังไม่เข้าใจและมักจะตั้งคำถามกันเสมอ
เมื่อการดูงานมาถึงตรงนี้เราได้นำเสนอว่า
สถานการณ์การกดขี่ทางเพศในเมืองไทยเวลานี้ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ที่การกดขี่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่การกดขี่ เพศสภาพอื่น ๆ คือเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ถึงตรงนี้เพื่อนหลายคนทำหน้างงพร้อมกับตั้งคำถามว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร
เพราะตอนนี้เรากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องการกดขี่ผู้หญิง เราจึงอธิบายเพิ่มเติมว่าอันที่จริงเพศสภาพเกย์ กะเทย ก็มาจากชาย ส่วนเลสเบี้ยนก็มาจากหญิง บุคคลเหล่านี้กำลังแสดงบทบาททางเพศที่นอกกรอบความเป็น ชายความเป็นหญิง แท้จริงแล้วพวกเขาก็คือผู้ชายผู้หญิงที่กำลังถูกกดขี่และถูกเอาเปรียบนั่นเองไม่ว่าจะถูกห้ามบวช
ห้ามออกทีวี ห้ามเป็นครู ห้ามเปิดเผยตัวเอง
ถ้าเรามองให้เห็นความเป็นมนุษย์เราก็จะเห็นว่า พวกเขาก็คือมนุษย์ที่กำลังถูกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันกดขี่เอาเปรียบ
มีความจำเป็นอย่างมากเมื่อเราศึกษาการเรียนรู้เรื่องการกดขี่ทางเพศ เราต้องมองให้แตกว่าเวลานี้การกดขี่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพศหญิงเท่านั้น
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
สิ่งที่ทำให้เพื่อนร่วมประชุมต้องงงเป็นรอบที่สอง ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของการประชุมระหว่างศาสนาแบบนี้ก็คือ
การที่แต่ละท่านมาจากต่างศาสนาและยังไม่อาจเข้าใจคำสอนสูงสุดของศาสนาอื่น ๆ ดังกรณีเพื่อนชาวพุทธของเรา นำเสนอ ว่าในที่สุดแล้วการทำงานเพื่อสันติภาพ และความเท่าเทียมระหว่างเพศ ต้องตระหนักรู้ภายใต้เงื่อนไขว่า
ปัญหาความไม่เท่าเทียมหรือการกดขี่ทางเพศนั้น มาจากการแบกรับเอาตัวตนชายหญิงเข้ามายึดไว้ในใจ
ในที่สุดก็ยึดมั่นเอาความแตกต่างนี้มากดขี่กัน
หนทางที่ต้องทำไปด้วยก็คือการตระหนักรู้ว่าเพศสภาพเป็นความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนที่เราอย่าแบกไว้จริงจังนัก
แต่ให้มองให้ลึกว่าเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ของฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าทำให้ฝ่าย ที่ถูกกดขี่ได้รับการเอาเปรียบอยู่ร่ำไป
ชายเป็นใหญ่
เวลาที่มีการพูดถึงโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ทีไรสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งก็คือ ผู้ชายมักจะมีอาการซึมเศร้า และดูจะเป็นบรรยากาศ มาคุ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เวลาที่มีการพูดถึงประเด็นหญิงชายแบบนี้ แม้แต่การประชุม ครั้งนี้ก็เช่นกันซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปรกติ แต่อันที่จริงก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายทุกคนจะได้เปรียบจาก โครงสร้างอันนี้เสมอไปไม่ใช่หรือ ยังมีผู้ชายจำนวนมากทีเดียวที่ต้องทนทุกข์ไปกับโครงสร้างกำมะลออันนี้
และสถานการณ์กำลังรอให้ผู้ชายกลุ่มนี้ออกมาพูดอยู่
และเพื่อนร่วมประชุมก็ต้องงงเป็นรอบที่สามเมื่อเพื่อนชาวพุทธเรานำเสนอว่า สาเหตุของความไม่เท่าเทียมทางเพศ
ไม่ได้มาจากโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่โดยตรง แต่มีโลภะ โทสะ โมหะชักใยให้โครงสร้างนี้ได้ดำรงอยู่
แนวคิดเรื่องอำนาจ
แนวคิดเรื่องอำนาจเป็นประเด็นที่ทำให้เพื่อนร่วมประชุมต้องงงเป็นรอบที่สี่ เมื่อเพื่อนคนไทยของเราคนหนึ่งนำเสนอ กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อำนาจ ซึ่งเนื้อหาของการเรียนรู้ได้นำไปสู่ประเด็นที่เปิดกว้างว่าภายใต้การ กดขี่ระหว่าง เพศนั้นมีการใช้อำนาจแฝงอยู่ อำนาจอาจไม่ใช่การกดขี่ระหว่างชายกระทำกับหญิงเท่านั้น ใครก็ตาม (ไม่ว่าเพศไหน)
ถ้ามีอำนาจเหนือกว่าก็สามารถกดขี่ใครก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง และคนที่ถูกกดขี่อาจเป็นผู้ชายก็ได้...
ถ้าการพูดคุยเรื่องมิติหญิงชายของเราไม่แตกแขนงไปถึงเรื่องอำนาจ แล้วเราก็คงเข้าใจประเด็นเรื่อง การกดขี่ได้ยาก ว่าการกดขี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายกับผู้ชายก็สามารถกดขี่เอาเปรียบกันได้เหมือนกัน ความงุนงง ครั้งที่สี่จึงเกิดขึ้น
อยากได้ยินในสิ่งที่อยากฟัง
โดยภาพรวมแล้วการประชุมพูดคุยกันเรื่อง ความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชายในมิติศาสนา ซึ่งเป็นครั้งแรก ครั้งนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องปรัชญาการเรียนรู้ร่วมกันอยู่หลายประการด้วยกัน เพราะผู้จัดรวมถึงผู้เข้าร่วมหลายท่าน ต่างก็มีความคาดหวังว่า จะได้รับฟังเรื่องราวการกดขี่ในรูปแบบที่ตนเองต้องการจะได้ฟัง ยกตัวอย่างมีเพื่อนคนหนึ่ง นำเสนอว่าผู้หญิงในประเทศของตนได้รับการปกป้องคุ้มครองดี ใครถูกข่มเหงก็สามารถไปแจ้งความ เดือดร้อนกับหน่วยงานของราชการได้นี่จึงทำให้หลาย ๆ คนตั้งคำถามถึงข่าวคราว ความรุนแรงต่อผู้หญิงที่ตน ได้ยินได้ฟังมาจากประเทศนั้น ๆ ทำเอาบรรยากาศเหมือนจำเลย กำลังถูกไต่สวนสอบสวนอย่างเคร่งเครียด
หรืออย่างกรณีว่า ในศาสนาเดียวกันเมื่ออยู่ต่างถิ่นต่างประเทศกันไป ความรุนแรงที่มีต่อผู้หญิงในศาสนานั้น ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้
แต่เมื่อเพื่อนร่วมประชุมได้ฟังว่ามันไม่เหมือนกัน ก็เลยทำให้แต่ละคนที่พกพาเอาความคาดหวังว่า
ต้องได้ฟังอะไรในแบบที่ตนอยากได้ยินเกิดความรู้สึกกร่อย ๆ และไม่สบอารมณ์
แม้แต่ช่วงการนำเสนอการวางแผนงานว่าใครจะทำอะไรเมื่อกลับไปประเทศของตนนั่นก็ยังรู้สึกอึดอัด
เพราะผู้ดำเนินรายการรวบรัดเอาความคาดหวังของตนเป็นใหญ่ แทนที่จะปล่อยให้เป็นการเรียนรู้ และตัดสินใจของเพื่อนผู้เข้าร่วมเองว่า ตนมีความสามารถที่จะกลับไปทำอะไรในประเทศของตน
เพื่อการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง
เมื่อนำเสนอในที่ประชุมต่างก็ถูกตรวจสอบและตั้งคำถามเลยทำให้บรรยากาศไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร
เพื่อนคนไทยบางคนถึงกับพูดอย่างโล่งอกในวันสุดท้ายของการประชุมว่า เฮ้อ..ในที่สุดก็จบเสียที สำหรับบางคน แล้วนี่อาจเป็นการประชุมสัมมนาที่แสนวิบากก็ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อรายการสัมมนาเท่านั้น เราก็ได้แต่หวังลอย ๆ ว่า เพื่อนต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรม ที่ทั้งงุนงงและคาดหวังอะไรไว้สูงกับการประชุมครั้งนี้ คงได้เรียนรู้อะไร ๆ ที่แปลกและใหม่ไปจากเดิมบ้าง หรือบางทีอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยก็เป็นได้นะเออ..
ที่มา: เสขิยธรรม ฉบับที่ ๖๑ กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๔๗
www.skyd.org