![]()
บทความ
โดย หลิน
คาสโตร สตรีท แฟร์ และตำนานคาสโตร
วันแรกของเดือนตุลา ปีนี้ อากาศเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ลมหนาวและสายหมอกหนาจากมหาสมุทรปกคลุม ทั่วเมือง ซานฟราน หน้าร้อนจากไปอย่างไม่ร่ำลา แต่แม้ว่าอากาศจะหนาวอย่างไรก็ตาม วันนี้บนถนนคาสโตรก็มีชาวสายรุ้ง ออกมาร่วมงานคาสโตร สตรีท แฟร์ กันอย่างคับคั่ง ในงานมีการออกร้านขององค์กรชาวสายรุ้ง มีร้านค้าของประชาชน แล้วก็งานบันเทิงต่าง ๆ ทั้งวัน
งานคาสโตร สตรีท แฟร์ ถือได้ว่าเป็นงานเฉลิมฉลองประจำปีของชุมชนชาวสายรุ้งในเมืองซานฟราน และเป็นงานหา ทุนช่วยเหลือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่าง ๆ ของชุมชน
ย้อนกลับไปเมื่อ 31 ปีที่แล้ว สามหนุ่ม ฮาร์วีย์ มิลค์ สก็อต สมิธ และริค ทอมมัส ร่วมกันจัดงานคาสโตร สตรีท แฟร์ ครั้งแรกขึ้น ขณะนั้น ชุมชนชาวเกย์ในซานฟรานเพิ่งเริ่มก่อตัวและมีถนนคาสโตรเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฮาร์วีย์ มีร้านถ่ายรูปเล็ก ๆ บนถนนคาสโตร เขาติดป้ายประกาศจัดงานไว้หน้าร้านถ่ายรูป
ริค ซึ่งเป็นนักดนตรีมีหน้าที่รวบรวมพลพรรคนักดนตรีมาทำหน้าที่ให้ความบันเทิงในงาน หลังจากวันนั้น คาสโตร สตรีท แฟร์ ก็อยู่คู่กับซานฟรานมาโดยตลอด
เมืองซานฟรานนั้นเป็นเมืองเล็ก ๆ แบ่งได้เป็นหลาย ๆ ย่าน แต่ละย่านก็มีเสน่ห์ที่หลากหลายต่างกันไป ย่านคาสโตร มีชื่อเสียงโด่งดัง ไปทั่วโลกในฐานะเป็นย่านชาวเกย์ เวลาจะเข้าเขตคาสโตรเราสามารถรู้ได้ทันที เพราะมีธงสายรุ้ง ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้าเป็นสัญลักษณ์
ที่มุมหนึ่งของสี่แยกใหญ่ใจกลางคาสโตร มีเสาติดธงสายรุ้งขนาดใหญ่มองเห็นเด่นชัดได้แต่ไกล แต่กว่าที่คาสโตรจะ กลายมาเป็นศูนย์กลางชุมชนชาวสายรุ้งที่หนุ่ม-หนุ่ม และสาว-สาว สามารถเป็นเป็นตัวของตัวเองได้เช่นทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่ง่าย
ชาวสายรุ้งที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่การเฉลิมฉลอง หากแต่ได้ผ่านการต่อสู้อย่างมากมายมาแล้วเช่นกัน ฮาร์วีย์ มิลค์ หนึ่งในผู้ริเริ่มคาสโตร สตรีท แฟร์ เป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์การต่อสู้ เขาเป็นเกย์ที่เปิดเผยตัวคนแรกของ สหรัฐ ที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขาเป็น ซุปเปอร์ไวเซอร์ (กรรมการที่ปรึกษา) ของผู้ว่าการเมือง ซานฟราน เขาเป็นนักการเมืองหัวก้าวหน้าที่คนชื่นชอบมาก ขณะที่อยู่ในตำแหน่งฮาร์วีย์ สร้างความก้าวหน้าหลาย ๆ ด้านให้กับเมืองและชุมชนชาวสายรุ้งเป็นอย่างมาก บางคนบอกว่าถ้าไม่มีฮาร์วีย์ คงไม่มีใครรู้จักซานฟราน ในฐานะเมืองเกย์
น่าเสียดายที่เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ฮาร์วีย์ถูกยิงตาย พร้อม ๆ กับผู้ว่าการเมือง จอร์จ มอสโคน คนที่ยิงนั้นชื่อ แดน ไวท์ เป็นตำรวจเก่าและเคยเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์เช่นเดียวกับฮาร์วีย์ เขาเข้าไปยิงทั้ง จอร์จและฮาร์วีย์ถึงในที่ทำการเมือง
แดน ไวท์ถูกจับ และสารภาพผิด แต่อีก 6 เดือนต่อมา ศาลตัดสินจำคุกแดน ไวท์ เพียง 7 ปี เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่คดีนี้เป็น คดีอุกอาจมาก เหตุผลหนึ่งที่ทนายของแดน ไวท์อ้างก็คือ ขณะที่ลงมือนั้น แดนไวท์ไม่ได้อยู่ในสภาพจิตที่ปกติ เพราะเขา กินทวิงกี้ (ขนมหวานเด็ก ๆ) มากเกินไป
คำตัดสินที่ลำเอียงของศาลสร้างความไม่พอใจให้ชุมชนเกย์เป็นอย่างมาก เย็นวันตัดสินคดี บรรดาบาร์เกย์ย่านคาสโตร พากัน ประกาศให้ คนออกจากบาร์และไปประท้วงบนท้องถนน สองทุ่มคืนนั้น มีคนกว่า 5000 คนมาชุมนุมกัน ที่หน้าที่ทำการเมือง ประชาชนขว้างปาก้อนหินและทำลายประตูเข้าที่ทำการ หลังจากนั้นเกิดการปะทะกัน ระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม ผู้ประท้วงสู้กลับด้วยการเผารถตำรวจ การต่อสู้ดำเนิน ไปจน ราว ๆ เที่ยงคืนครึ่งกว่าตำรวจจะสามารถสลายการชุมนุมได้อย่างราบคาบ
แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด ราวเกือบตีหนึ่งตำรวจชุดใหญ่พร้อมอาวุธปราบจลาจลครบมือบุกเข้าไปในบาร์เกย์ย่าน
คาสโตร ทุบทำลายบาร์และตีผู้คนด้วยไม้กระบองอย่างไม่เลือกหน้า บางคนวิ่งหนีออกจากบาร์แล้วยังถูกตำรวจวิ่งไล่และ กระหน่ำ ตีด้วยกระบอง คืนนั้นมีประชาชน 100 คนและตำรวจอีก 65 คน ได้รับบาดเจ็บ
รุ่งเช้า คาสโตรกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ชุมชนเกย์เรี่ยไรเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้ต้องคดี มีชายคนหนึ่งบริจาคเงินชดเชย ค่าเสียหายให้ที่ทำการเมือง วันนั้นเป็นวันเกิดของฮาร์วีย์ มิลค์พอดี จึงมีการเดินขบวนระลึกถึงอย่างฮาร์วีย์อย่างสงบ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ หลังจากนั้น ประชาชนส่งเรื่องฟ้องศาลเรียกร้องเงินทั้งสิ้น 558 ล้านเหรียญจากเมือง เพราะ ตำรวจของเมืองใช้ความรุนแรงเกินเหตุกับประชาชน
จนถึงวันนี้ในการเดินขบวนเกย์ไพรด์ ประจำปี เรายังเห็นผู้พิการบางคนมาร่วมเดินขบวน และถือป้ายว่า "พิการจาก คืนจลาจล แดน ไวท์"
ตัวแดน ไวท์ เองถูกจำคุกจนถึงปี 1984 และฆ่าตัวตายอีก 2 ปี ถัดมา
ปีนี้ คาสโตร สตรีท แฟร์ รำลึกถึง การครบรอบ 25 ปี ของการประท้วงคืนนั้น และไว้อาลัยเป็นพิเศษให้กับการจากไปของ ริค ทอมมัส เมื่อเดือนมิถุนาที่ผ่านมา
ฉันเดินฝ่าลมหนาวไปร่วมงานปีนี้ เพื่อเก็บภาพตำนานการเฉลิมฉลองอีกบทหนึ่ง ธงสายรุ้งขนาดใหญ่ที่สี่แยกนั้นโบกสะบัด อย่างสง่างามท่ามกลางสายลมหนาว สีทั้งหกบนผืนธงเป็นดั่งตัวแทนแห่งความหลากหลายของมนุษย์
ฉันหวังว่า แต่ละวันที่ผ่านไป มนุษย์เราจะสามารถชื่นชมความหลากหลายของมนุษย์ด้วยกันได้มากขึ้น และเปิดโอกาส ให้ตัวเอง และเพื่อนมนุษย์ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ฉันหวังว่า ตำนานบทต่อไปของคาสโตรจะ ไม่มีความ รุนแรงและความเจ็บแค้น หากแต่จะเป็นตำนานที่เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองและความงดงาม