![]()
บทความ
โดย อัฎธิชัย ศิริเทศ
กะเทยลาว...ทำไมมันน่าขำ
เมื่อไม่นานมานี้ รู้สึกว่าเคยได้ยินใครสักคนเล่าเรื่องชีวิตกะเทยให้ฟังน่าสนใจมากเรื่องมีอยู่ ว่า มีครอบครัวกะเทย สามีภรรยาคู่หนึ่งมาออกรายการทีวีแล้วมีการเล่าถึงการดำรงชีวิตแบบครอบครัว ฝ่ายสามีตัวเล็กๆ ผอมๆ แต่ก็ขี้เมา เอามากๆ ทั้งคู่มีอาชีพรับจ้าง ส่วนภรรยาที่เป็นกะเทยนั้นตัวใหญ่ กล้ามใหญ่ ร่างบึก แถมมีอาชีพแบกข้าวสาร ความน่าสนใจคือภรรยา (กะเทย) ซึ่งเป็นคนสุรินทร์ถูกสามีซ้อมทุกวัน จนเมื่อถูกพิธีกรดำเนินรายการ สัมภาษณ์ว่าทำไมไม่สู้เค้า ตัวก็ออกใหญ่โต กะเทยคนนั้นกลับตอบว่า เขาสู้แรงสามีไม่ได้ สามีเค้าเป็นผู้ชาย นี่น่ะ .
ไอ้พอย หรือ น้องพลอย คือชีวิตเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนในหมู่บ้าน ในวัยเด็กของผมเอง ที่พอจำได้น้องพลอย ในวัยเยาว์ชอบเล่นวอลเล่ย์ เธอหาบน้ำเก่งมาก ทำงานบ้านก็ขยัน เมื่อเทียบกับเด็กผู้ชาย ขยันเอาขนมที่แม่ทำ ไปเดินขายในหมู่บ้าน ชีวิตน้องพลอยเป็นเด็กผู้ชายที่รักความสะอาด ผิวพรรณแม้จะดำเสื้อผ้าแม้จะเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้าน
หากเทียบกับพวกเราในหมู่เด็กผู้ชายเหมือนกัน และที่จำได้ไอ้พอย หรือน้องพลอย คนนี้ไม่เคยแก้ผ้าอาบน้ำกับ พวกเราเด็กผู้ชายเลย และชอบว่ายๆ ไปเล่นกับเพื่อนผู้หญิง มากกว่าพวกเรา ในวัยเด็กเราจึงเรียก อีพอย มากกว่า ไอ้พอย เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วๆ ไป ซึ่ง ไอ้พอยไม่เคยโกรธ หรือต่อว่าเราเลยในการสถาปนาเพศใหม่ให้เขา ดูเขาเองก็ชอบแบบนั้น
ไอ้พอยเติบโตมาปกติ แม้จะรับรู้กันในชุมชน ในครอบครัว ในหมู่เพื่อนๆ แต่ไม่มีอะไรขัดแย้งในการปฏิสัมพันธ์กับเขา จนเรียนจบประถมไอ้พอยได้มีโอกาสเข้ากรุงเทพฯ และไอ้พอยหายไปหลายปี เมื่อกลับมาอีกครั้ง ก็มีชื่อใหม่ว่า น้องพลอย แล้วก็มีเรื่องราวมากมายที่ชวนให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะเด็กหนุ่มๆ ในหมู่บ้านเล่าถึง น้องพลอย เรียกว่า ไอ้พอยเปลี๊ยนไป๋ น้องพลอยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เป็นที่ฮือฮามาก กำลังหนุ่ม มีงานทำมีเงินใช้ อาจจะมีบ้าง ที่ใส่เสื้อผ้ามีสีสัน แต่งหน้าทาปาก และกล้าแสดงออกมาขึ้น หรือออกมาสนุกสนานเฉิดฉายจับแก้มเด็กหนุ่มๆ ให้ขนลุกกันเล่นๆ แต่บรรยากาศของชุมชนก็แค่ยิ้มๆ กับพฤติกรรมของน้องพลอย
10 ปีให้หลัง ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านอีกครั้ง ไม่ได้พบน้องพลอยนานร่วม 10 ปี น้องพลอยดูโทรมแก่ และซึมเศร้าไปมาก ติดเหล้า เมาเพ้อเจ้อ เหมือนอาการป้ำๆเป๋อๆ ไร้สติควบคุมตัวเอง ถูกเด็กๆ ล้อเลียนและถูกคน ในชุมชนหัวเราะกึ่งสมเพช และแม้ไม่ถึงกับเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่ก็เป็นเรื่องที่ถูกทำให้ขำ ดูตลกและน่ารังเกียจ น้องพลอยไม่ใช่เด็กผู้ชายที่รักสวย รักงาม รักความสะอาด ร่าเริงและมีน้ำใจกับเพื่อนเช่นในอดีต เป็นน้องพลอย ที่ไม่ทักทายใคร อยู่เงียบๆ แต่พอเมาก็ออกอาการควบคุสติไม่ได้ คร่ำครวญโหยหาความรักจากผู้ชาย จนถึงกับหลาย ครั้งที่เมาแล้วมักลวนลามเปะปะกับผู้ชายในชุมชน เป็นที่เอือมระอา
มีตำราบางเล่มกล่าวว่า เพศ(sex) โดยธรรมชาตินั้นมี 2 เพศ คือ ชาย-หญิง ซึ่งธรรมชาติกำหนด แต่ความเป็น เพศ(sexuality) กับประเภทของเพศหรือจำนวนเพศนั้น สังคมเป็นคนกำหนด และไม่เหมือนกันในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม
ชุมชนบ้านนอกในอดีตเป็นชุมชนเกษตรกรรม เด็กๆ เช่นเรา จะถูกกำหนดบทบาททางเพศมา จากโครงสร้างทาง วัฒนธรรมของชุมชนที่เกี่ยวพันกับการสืบทอดเผ่าพันธุ์ การผลิตและความเชื่อทางศาสนา เด็กทุกคนเติบโตมาก็เรียนรู้ และถูกกำหนดบทบาททางเพศให้ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่วิธีการผลิต วิธีการเลี้ยงดู ปฏิสัมพันธ์ด้วย การผลิตก็อาทิ ผู้ชายจับจอบ ผู้หญิงจับเสียม ผู้ชายไถ ผู้หญิงดำ หรือวิถีปฏิบัติตัว ผู้ชายต้องห้าวหาญ ชอบผจญภัย เข้าป่าล่าสัตว์ ผู้หญิงอยู่บ้านทำงานบ้าน
แม้โครงสร้างนี้ไม่ได้กำหนดแบบแข็งตัวจนเกินไปตามเงื่อนไขในแต่ละครอบครัว แต่วิถีของชุมชนก็กำหนด ไว้อย่างนี้และทุกคนก็เรียนรู้และเติบโตมาอย่างนี้ การมีลูกหลานที่มีพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป ถึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ไม่พึงประสงค์ของพ่อแม่ญาติพี่น้องนัก ดังนั้น การที่เด็กผู้ชายเติบโตมาเสเพลเกเร ขี้เหล้าเมายาอย่างไร ก็เป็น ความวิตกน้อยกว่า เด็กผู้ชายไม่เป็นผู้ชาย อุดมการณ์อำนาจดั้งเดิมของชุมชน จึงปรากฏอยู่ในบทบาทแค่ 2 เพศเท่านั้น
แล้วทำไม ? น้องพลอย เด็กหนุ่มที่แสนดีในอดีตจึงกลายกลายเป็นน้องพลอย ที่ชวนให้ขำ ให้นินทาให้ตลก ให้ล้อเลียนของชุมชน และกำลังเป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นเพศ ซึ่งเสมือนเป็นปฏิปักษ์กับอุดมการณ์ของชายหญิง ที่ต้องสืบทอดสายเลือดและเผ่าพันธุ์
เมื่อย้อนกลับไปสัก 20 ปีก่อน ในยุคนั้น บ้านเรายังไมมีไฟฟ้า ไม่มีสื่อโทรทัศน์ ไม่มีถนนลาดยาง รถราวิ่งควัก ไขว่การเรียนรู้หรือโลกทัศน์ของคนในชุมชนส่วนใหญ่มาจากคำสั่งสอนของคนเฒ่าคนแก่ และพระ
ส่วนหนึ่งแม้จะรู้เรื่องการเปลี่ยนของโลกภายนอกน้อยมาก แต่ก็มีองค์ความรู้บางอย่าง หรืออุดมการณ์ในการอยู่ร่วม ยอมรับกันและกัน เป็นวิถีที่เข้มแข็งในชุมชน ต่อมาเมื่อความเจริญเข้าไปถึง ระบบการศึกษาทั่วถึง สื่อทีวีกลาย เป็นความบันเทิงหลักของครัวเรือน
ชุมชนสมัยใหม่ก็เริ่มมีการรับรู้ข้อมูลจากสื่อ มีโลกทัศน์ใหม่ๆ มีชุดความคิดและประสบการณ์ที่จะทำความ เข้าใจเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเพศ ในขณะที่เด็กๆ ก็มีต้นแบบพฤติกรรมให้เลียนแบบ สิ่งที่เกิดขึ้น คือมีภาพพื้นที่ของคนที่มากกว่า 2 เพศ
ในปัจจุบัน รัฐจับเด็กเข้าระบบและพ่อแม่ก็ผลักไสออกไปเพื่อให้ตัวเองมีเวลาทำงานมากขึ้น เด็กๆ จึงเติบโตกับการ จับรวมร่วมกับเพศอื่นๆ กระบวนการเรียน บทบาททางเพศตามกระบวนการผลิตจึงน้อยลงหรือหายไปเลย เด็กๆ อายุ 3-4 ขวบ ก็เริ่มเข้าเรียนอนุบาล และอยู่ในสถาบันการศึกษาตราบจนผู้ใหญ่
ปัญหาของกำหนดบทบาทเพศไว้ 2 เพศตามวิถีชุมชนการผลิตดั้งเดิมคือการปิดกั้นเพศที่สาม แต่ปัญหาการถูก เปิดพื้นที่ทางสังคมมากขึ้น ของเพศที่ 3 หรือ 4 โดยวัฒนธรรมชนชั้นกลางในเมือง โดยอำนาจสื่อมวลชน ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ และยังทำได้อย่างอิสระในสถาบันการศึกษาปัจจุบัน ทำให้สิ่งที่พบเห็นคือ ในหมู่บ้านหรือ ชุมชนปัจจุบัน มีเด็กๆ ที่แสดงพฤติกรรมนอกจากเพศที่ 1 และ 2 แล้ว มีเพศใหม่ๆ ตามมาอีกมากมาย ความเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีอิทธิพลต่อชุมชนชนบทและการเข้ามาของสื่อทำให้เด็กๆ ซึ่งต้องถูกชุมชน ปลูกฝังอุดมการณ์ การทำบทบาททางเพศและความสัมพันธ์ระหว่าง 2 เพศ เปลี่ยนไปมาก ปัจจุบันเด็กๆ มีความเป็นตัวของตัวเองที่จะแสดงรสนิยมทางเพศสูงมาก กล้าแสดงออก และท้าทายจารีตแบบเดิมๆ
ผมสนใจเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยเข้าใจหรือหาคำอธิบายปรากฏการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ได้มากนัก แต่เพราะเห็น คนทำงานพัฒนามักพูดถึงปัญหาชุมชน ในเชิงโครงสร้างแล้วก็นำไปสู่การเคลื่อนไหวในระดับนโยบายรัฐบาล แต่ปัญหาในชุมชน ปัญหาในระดับเล็กๆ ที่รุนแรงรุมเร้า อาทิ ปัญหาเชิงความสัมพันธ์ระหว่างเพศ เพศกับวัฒนธรรมการผลิต ระบบการศึกษากับการล่มสลายโครงสร้างทางสังคมในชุมชน หรือบทบาทสื่อในการนำองค์ความรู้จากข้างนอก เป็นต้น ผมเลยอยากเล่าและอยากชวนคุยเรื่องนี้
ในรอบ 20 ปีมานี่ ผมเห็นกระบวนทัศน์ของชุมชนเคลื่อนเปลี่ยนไปมาก อุดมการณ์บทบาททางเพศที่ไปสัมพันธ์กับ การผลิต การดำรงชีวิตทางวัฒนธรรม หลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไป เห็นการแสดงออกของความเป็นตัวเองของเด็กๆ วัยรุ่นชัดเจน แฟชั่น การแต่งตัว การควงคู่แฟนของเด็ก เห็นเด็กวัยรุ่นหญิงนุ่งกางเกงขาสั้นๆ ควบบิด มอเตอร์ไซค์ตัดหน้าบ้าน เห็นเป็นปกติในสายตาผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ และเห็นว่ามันเหมือนมีอะไรๆ หลายๆอย่าง มากำหนด มาทำให้เข้าใจและมาทำให้ไม่สนใจ ต่อกระบวนการปลูกฝังลูกหลานในชุมชนความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน ของระบบเครือญาติเพื่อคลี่คลายความสัมพันธ์ในการเกาะกลุ่มกันออกไปมาก และเห็นกะเทยน้อยๆ วัยกระเตาะพอๆ กับสาวน้อยทอมบอยเยอะมาก
หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ในชุมชนปัจจุบันสิ่งที่เคยหดแคบไม่มีพื้นที่ทางสังคม(socail space) กลับชัดเจน เหมือนกะเทยอย่างน้องพลอย น้องพลอยที่เคยปกปิด หรือจัดการให้เหมาะสมในการแสดงสถานภาพอยู่บ้าง หรือแสดงออกพองาม ปัจจุบันแสดงได้มากขึ้น และดูเหมือนทุกๆ อย่างมันน่าจะดี แต่ไม่ใช่ ?!
บรรยากาศชุมชนบ้านนอกที่ผมเกิดมานั้น ปัจจุบันแออัดไปด้วย วัฒนธรรมซุบซิบ ชุดนินทาที่แต่ละคนมีข้อมูลมหาศาล ความเฉยเมย และพฤติกรรมวัยรุ่นที่ชวนให้เอือมระอาทั้งหญิง ชาย กะเทยและเพศอื่นๆ โดยเฉพาะชุดล้อเลียนเรื่องน้องพลอยจากพฤติกรรมของเขาหลายๆ ปี และเมื่อย้อนกลับไปมองจึงเริ่มเข้าใจชัดเจน
น้องพลอยเป็นกะเทยแสดงตนรุ่นแรกๆ ที่ผมจำความได้ ย้อนไปกว่านั้น ไม่ใคร่มีใครยอมแสดงตน แค่มีพฤติกรรมไม่ชอบจีบสาว ไม่อยากแต่งงาน ชอบอยู่กับบ้านแล้วก็ทำงานบ้าน ผมยอมรับว่าน้องพลอยวางตัวดีในบริบททางสังคมในขณะนั้น แต่หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ และในสภาพสื่อทีวีเข้าถึงครัวเรือน มีกะเทยวัยเยาว์เกิดขึ้นมาตามมามากมาย
แล้วทำไมเพศที่สามอย่างน้องพลอยจึงถูกทำให้ขำ ทำให้ชุมชนที่มีระบบความสัมพันธุ์กับเพศที่ 1, 2, 3 ฯลฯ กลายเป็นปัญหา หรือเป็นเรื่องอับอายของครอบครัว และเป็นเรื่องที่ชุมชนสร้างอำนาจบางอย่างมาจัดการต่อสู้กับมัน ผมมองเห็น 3-4 ปรากฏการณ์ในชุมชนอย่างน้อยๆ
1 การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมวัยรุ่นสมัยใหม่ในชุมชน ที่รับค่านิยม รับรสนิยมและการหาความบันเทิงทางเพศ หรือชาวบ้านเรียกว่า ความใจแตกหลังเรียนต่อ
2 การเกิดขึ้นของเพศทางเลือก ส่วนหนึ่งเป็นธรรมชาติและส่วนหนึ่งเป็นแฟชั่น
3 การเกิดขึ้นของชนชั้นกลางใหม่ของชุมชน ที่ไม่ได้ทำอาชีพเกษตรกรรมแบบเดิม ไม่ได้ใช้แรงงานครัวเรือน มีระดับการศึกษาสูงขึ้น มีการอบรมเลี้ยงดูแบบเด็กในเมือง ดำรงชีพแบบผสมผสานกับวิถีในเมืองมากขึ้น
4 มีกระบวนการทัศน์ใหม่ๆ เกิดขึ้น มองความดี ความงาม มองบทบาททางเพศ การสืบสานจารีตประเพณีเปลี่ยนไปมากและติดตามรับรู้ข้อมูล มีความรู้แบบ / เท่าทันคนชั้นกลางในเมือง
อำนาจอุดมการณ์บางอย่างในวิถีดั้งเดิมของชุมชนไม่ได้หมดไป ยังมีคนรุ่นเก่าๆ ที่ปรารถนาและจดจำถึงอยู่และนั่น คือสิ่งที่ผมมองเห็นคือเกิดกระบวนการพยายามจัดการ กีดกัน(exclusion) หรือต่อสู้กับมันอยู่เงียบๆ กะเทย ไม่ใช่แค่เรื่องเพศที่สาม แต่กะเทยคือสัญลักษณ์ท้าทายอำนาจผู้ชาย คือการจบสิ้นวัฒนธรรม การผลิตแบบดั้งเดิมที่จำแนกเพศและบทบาท ทำให้เห็นว่าการต่อสู้นี้ไม่ใช่แค่กับ วัฒนธรรมวัยรุ่น กับการขอเลือกเพศตัวเองเท่านั้น แต่มันสู้กับอำนาจสื่อและอำนาจโลกาภิวัตน์เลยทีเดียว มันจึงรุนแรงและที่สำคัญคนในชุมชนต้องการการเข้าใจและรู้จักวิธีการจัดการ การอยู่ร่วมกัน
ผมมักเห็นตลกคาร์เฟ่ นำเสนออัตลักษณ์(Identity) กระเทยทั้งแท้และเทียม เห็นละครทีวี เพลงและมิวสิคเพลงเกี่ยวกับกะเทยออกมามากในระยะหลังๆ ทั้งหมด หรือส่วนใหญ่เป็นการ เสนอภาพแทน(representation) กะเทยที่เป็นตัวตลก การแต่งหน้า แต่งกายที่ชวนให้สมเพช บ้าๆบอๆ หรือมีอารมณ์ร้าย พฤติกรรมร่าน สรุปเป็นอีกด้านของผู้หญิงทีไม่ดีทั้งหมดรวมอยู่ที่กะเทย
การจะเข้าใจเรื่องเพศและความสัมพันธ์ทางเพศของกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมอื่นๆ ของชุมชนด้วย ถึงกระนั้นก็ยังเคลื่อนไหวยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาเพื่อให้ระบบความสัมพันธ์ในชุมชนดำรงอยู่ได้ อย่างปกติสุข ดังนั้น น้องพลอยในวัยผมยังเด็กๆ จึงเป็นเรื่องที่ชุมชนบอกว่า มันเป็นผู้ชายที่ชอบทำอะไรๆ แบบผู้หญิงเท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องบุญกรรมอย่าไปว่ามัน มันลูกเรา ยังไงๆ ก็ลูกเรา ดีจะได้มีคนทำงานบ้าน ฯลฯ
ในสภาพปัจจุบันโลกของกะเทยในที่สาธารณะ(public sphere) ถูกเปิดออกไปมาก แต่สถานภาพกะเทยกลับ ถูกตอกย้ำให้แย่ลง หรืออย่างน้อยไม่ได้ดีขึ้นเลย กะเทยเป็นแค่ภาพสิ่งมีชีวิตที่ทำชอบอะไรตลกๆ กระหายผู้ชาย ไม่มีความคิด หรือโง่ อารมณ์ร้าย ฯลฯ
และในสังคมตลอดระยะเวลาหลายๆ ปีมานี้ ผมเห็นอำนาจจากภายนอกชุมชน จากสถาบันการศึกษา จากสื่อมวลชน จากระบบทุน จากรัฐ จากวัฒนธรรมชนชั้นกลางในเมือง เข้ามากระทำ มากระตุ้น การครอบงำ การกีดกันผลักไส เราและมาสร้างภาพตัวแทนเรามากมาย แม้แต่เรื่องความเป็นลาว เป็นคนอีสาน ในอดีตการนำเสนอภาพนี้ทำ ให้คนอีสานกลายเป็นชายขอบทางวัฒนธรรมไปมาก
และกลายเป็นกระบวนการผลักให้คนรุ่นหลังกลายเป็นชายขอบของสังคม หรือชายขอบทางเพศที่ยากจะดิ้นหลุดมาได้ ภาพความเป็นลาวที่สถาปนาขึ้น มันตอกย้ำอะไรๆ ไปมาก และลึกกว่านั้นภาพกะเทยนั้นเป็นชายขอบทางเพศอยู่แล้ว ยิ่งเป็นกะเทยลาวยิ่งตามเข้าไปตอกกระหน่ำ กลายเป็นคนชายขอบยิ่งกว่าชายขอบ(double marginalization) เสียอีก
ด้านหนึ่งโลกทัศน์ชุมชนเปลี่ยนไปมาก แต่กระบวนการศึกษาให้ความรู้ที่ถูกต้อง กลับมีน้อยและมีพลังไม่ถึงชุมชน ทั้งๆ ที่ชุมชนเปิดรับองค์ความรู้จากภายนอกมามากและมานานแล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอทำให้ชุมชนเข้าใจปรากฏการณ์ และเป็นความรู้หรือภาพที่ตัวแทนของสื่อที่มากล้นไปด้วยอคติทางชาติพันธุ์ จึงไม่แปลกที่จะเห็นกะเทยหลายๆ ที่รวมตัวกัน เกาะกลุ่มสร้างพื้นที่ให้กับตัวเอง สร้างอาชีพให้ตัวเอง
ที่สำคัญกะเทยบ้านนอกต้องออกไปแสวงหาโอกาสให้กับตัวเอง ซึ่งน้อยมากที่จะสำเร็จกลับมา ดังนั้น การมาคิดและสร้างพลังอธิบาย สร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติต่อกัน ต่อระบบคิด เรื่องเพศที่ 3, 4, 5, ให้กับชุมชน เป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนมาก ในสถานการณ์ที่ 2 เพศ ดั้งเดิมกำลังท้าทายสถานะตัวเองในการจัดการ ร่างกายให้อยู่ในกรอบของความดีงามตามจารีตประเพณี
หลายๆ อย่างจากข้างนอกวิ่งเข้าไปรื้อแล้วสร้างใหม่ หรือเข้าไปกดทับ บังคับเปลี่ยนแปลงจนวุ่นและชุมชนชนบทเอง ก็วิ่งออกมาหา มารับเอา พอถึงจุดหนึ่งหลายๆ สิ่งเหล่านี้ก็เริ่มสั่นคลอนจนเข้าสู่ภาวะการเคลื่อนเปลี่ยน อำนาจดั้งเดิมของสังคมชนบทก็พยายามจะต่อสู้ อำนาจของชีวิตวัฒนธรรมแบบใหม่ก็แข็งขึ้นทุกวัน มีปฏิบัติการทางวาทกรรม(discourse practice) มีวัฒนธรรมซุบซิบ ต่อว่า นินทา ประณาม ไม่สัมพันธ์ด้วย ฯลฯ ต่อกัน ล้วนเกิดขึ้นมากมายเพื่อจัดการกับความเปลี่ยนแปลงในชุมชน
ครั้งสุดท้ายที่เห็นน้องพลอย เดินผ่านเป็นน้องพลอยที่ดูซึมเศร้า ผอมคล้ำดำ ซอมซ่อ ไม่ใช่ไอ้พอยในวัยเด็กที่ยิ้มหวาน มีคนรัก คนเอ็นดู ชาวบ้านปฏิบัติต่อมันเหมือนลูกหลาน ไม่ได้แตกต่าง และวันนี้ของไอ้พอย มีแต่แววตา พร้อมเสียง กระซิบของคนรอบข้างที่ยิ้มเยาะ ว่า มันคิดจะฆ่าตัวตายหลายรอบแล้วไอ้นี่ จุ๊ๆ มึงไม่อยู่บ้านมึงไม่รู้อะไร มันเพี้ยน ไปแล้ว อย่าไปใกล้นะเว้ยเดี๋ยวเสร็จมันแน่ .
ที่มา:เว็บไซต์เสียง(ฅน)อีสาน http://www.esanvoice.org/autopage/show_page.php?t=4&s_id=20&d_id=20