บทความ
โดย หลิน


ถ้าชีวิตเป็นเช่นนี้


จะเป็นยังไงนะถ้าชีวิตของคนคนหนึ่งมันเป็นเช่นนี้

ตั้งแต่เรายังไม่ลืมตาออกมาดูโลก พ่อแม่ของเราต่างก็เฝ้ารอและบอกว่า ไม่ว่าลูกของเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะโตขึ้นมาเป็นทอม เป็นดี้ เป็นเกย์ เป็นคนรักต่างเพศ หรืออะไรก็ตาม ก็จะเลี้ยงดู ให้ความรักความอบอุ่น แก่เราอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ป้าเรามาเยี่ยมแม่เราที่กำลังท้องแก่ แล้วก็บอกว่า นี่ถ้าไอ้หนูมันเป็นเกย์ก็ดีนะ จะได้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกป้าที่เป็นเกย์ น้าที่มีลูกคนหนึ่งเป็นทอม ก็บอกว่า น่าจะเป็นทอมดีกว่า เพราะเท่ห์ดี เหมือนลูกน้า แม่เราเองก็หัวเราะยิ้ม ๆ บอกว่า เออ เป็นอะไรก็เป็นเถอะ แม่รักทั้งนั้น

วันที่แม่เจ็บท้อง ญาติพี่น้องต่างพากันยกโขยงมาลุ้นที่โรงพยาบาล พ่อเล่าให้ฟังว่า พอได้ยินเสียงร้องของเราครั้งแรก พ่อก็รู้แล้วว่า เป็นลูกผู้หญิง น้าเราเลยดีใจ บอกป้าว่า อย่างนี้ป้าคงต้องไปรอลูกคนอื่นมาเป็นเพื่อนเล่นแล้ว ป้าว่า ถึงเป็นทอมก็เล่นกับลูกเกย์ของป้าได้จ้ะ

แม่กับพ่อพาเรากลับบ้านอย่างมีความสุข เราเป็นเหมือนของขวัญที่มีค่าสำหรับชีวิตของท่านทั้งสอง เราโตขึ้นมากับของ เล่นทุกรูปแบบ ทั้งตุ๊กตา ม้าก้านกล้วย เลโก้ ดาบวงพระจันทร์ แต่เรามักจะเล่นตุ๊กตาได้แป๊บเดียว แล้วก็โยนทิ้ง ไปหาของเล่นอื่น ๆ แม่เริ่มรู้ใจ เอาตุ๊กตามาให้น้อยลงแต่เพิ่มของเล่นอื่น ๆ ที่เราชอบมากขึ้น

ก่อนนอนพ่อชอบเล่านิทานให้เราฟัง เรื่องที่เราชอบที่สุด เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ห้าวหาญ ผ่านการผจญภัยและ อุปสรรคต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้คนทุกข์ยาก แล้วในที่สุด ผู้หญิงคนนี้ก็ได้มาพบรักกับผู้หญิงอีกคน แล้วก็มาช่วยสาน งานกันต่อไป เราประทับใจมากและอยากเป็นอย่างผู้หญิงในเรื่องนั้น

เวลาออกนอกบ้าน ถ้าแม่ให้เราใส่กระโปรง เราจะร้องไห้เสมอ จนแม่ต้องให้เราใส่แต่กางเกงเท่านั้น เราชอบไปหา น้าที่บ้าน เราชอบเล่นกับลูกน้าที่เป็นทอม พี่สอนเราให้เราปีนต้นไม้ พายเรือ ทำของเล่นจากธรรมชาติรอบตัว น้าบอกพ่อเราว่า นี่สงสัย เราจะมีทอมอีกคนในบ้านแล้วนะ พ่อบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี แต่ว่าก็คงต้องดู ต่อไปก่อนนั่นแหละ

วันที่เราไปโรงเรียนเป็นวันแรก แม่จับเราใส่กางเกงตัวใหม่ พอเราทำท่างอแงไม่อยากไปโรงเรียน พ่อก็หยิบดาบ วงพระจันทร์ที่เราชอบมาผูกเชือก แล้วร้อยเข้ากับหูกางเกงของเรา พ่อบอกว่า ท่านจอมยุทธ์ ท่านต้องไปฝึก ปรือวิทยายุทธ์ก่อนนะ ก่อนจะออกไปท่องยุทธจักรได้ ว่าแล้วก็คำนับเราหนึ่งที เราฟังพ่อแล้วก็คำนับกลับ เอามือขวา แตะดาบให้อุ่นใจแล้วยอมไปโรงเรียนแต่โดยดี

ที่โรงเรียนเราเห็นเพื่อนใหม่ ๆ ทยอยกันมามากมาย มีทั้งที่มากับพ่อแม่ พ่อพ่อ และแม่แม่ พ่อฝากครูให้ดูแลเรา แล้วก็ออกไปแอบยืนดูเราอยู่ห่าง ๆ พ่อคงมีความหวังอะไรมากมายในตัวเราและก็คงเป็นห่วงด้วย

เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราต้องอยู่ห่างบ้านนาน ๆ เราซึมอยู่สักพักเพราะคิดถึงพ่อกับแม่ แต่พอเพื่อน ๆ จับกลุ่มเล่นกัน เราก็วิ่งเข้าไปสนุกสนานกับเขาด้วย เพื่อนผู้ชายบางคนใส่กระโปรงมา บางคนก็ใส่กางเกง เพื่อนผู้หญิงหลายคน ใส่กางเกงเหมือนเรา แน่นอนว่าดาบวงพระจันทร์ของเราเป็นของเล่นยอดฮิตในหมู่เพื่อน วันแรกของโรงเรียน ผ่านไปได้ด้วยดี คืนนั้นเราหลับปุ๋ยฝันว่า เราเป็นจอมยุทธ์ฝีมือเยี่ยมในยุทธจักร

เราได้เรียนรู้อะไรมากมายในโรงเรียน มันเป็นชีวิตที่เราชอบ ไม่มีความกดดันให้เราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีสอบด้วย ครูแต่ละคนสอนให้เราเรียนรู้โลกและเรียนรู้จักตัวเองไปด้วย พอขึ้นม.ต้น เราก็รู้ตัวว่าเราชอบเรียนภาษา ครูที่สอนภาษาอังกฤษเป็นผู้ชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงแล้ว ครูเป็นคนที่สอนเก่งและสนุกมาก ครูสอนศัพท์เรียกเพศ สภาพต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายให้พวกเรารู้ ครูบอกว่า โลกเรายังมีอีกหลายต่อหลายเพศที่เราเองก็ยังไม่รู้ ความเป็นไปได้ มันไม่มีขอบเขตจำกัดนะ

โรงเรียนรู้ดีว่าวัยนี้เป็นวัยแสวงหาตัวตนทางเพศของพวกเรา เรามีครูแนะแนวด้านนี้โดยตรง ครูคอยให้ความรู้และให้คำ ปรึกษากับพวกเรา หลาย ๆ ครั้งที่ครูเชิญคนที่มีเพศสภาพต่าง ๆ มาคุยให้พวกเราฟัง เราเองรู้สึกประทับใจคนที่เป็นทอม เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเรามีอะไรคล้าย ๆ กัน ครูแนะแนวบอกว่า ถ้าเรายังไม่รู้ว่าเรามีเพศสภาพใดกันแน่ ก็ไม่ต้องไป บังคับตัวเองให้ต้องเลือก บางคนก็ไม่จำเป็นต้องระบุให้แน่ชัด บางคนคิดว่าตัวเองเป็นอย่างหนึ่ง แต่เวลาผ่านไปก็กลับ เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เพียงแค่ในโรงเรียนที่เราได้เรียนรู้เรื่องเพศสภาพ

ในโทรทัศน์ก็มีรายการหรือมีสารคดีให้ความรู้อยู่เสมอ ในโรงหนังก็ฉายหนังที่มีความหลากหลายทางเพศมาก บางเรื่องเป็นเรื่องของคนข้ามเพศ บางเรื่องก็เป็นเรื่องผู้ชายที่ชอบได้ทั้งสองเพศ บางเรื่องก็เป็นคู่ผู้หญิงผู้ชาย เหมือนพ่อกับแม่เรา

เราเริ่มเห็นว่าตัวเราเป็นทอมแน่ชัดก็ตอนที่เราเริ่มปิ๊งเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน เราชอบมองอยู่หลายคน แต่มีอยู่คน หนึ่งอยู่ห้องเดียวกับเรา เธอทำเอาเราใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอเธอเดินมา เราจะรู้สึกร้อนวูบ ๆ พอวันไหนเธอ ไม่มาโรงเรียน เราจะกระวนกระวาย ถึงตอนพักต้องรีบโทรหาเธอ เธอเองก็มีท่าทีชื่นชอบเราอยู่ เราคุยกันทั้งที่โรงเรียน พอกลับบ้านก็ยังโทรหากันอีก ก่อนนอนเราจะคิดถึงแต่เธอ นึกแล้วนึกอีกว่าถ้าพรุ่งนี้เจอกัน จะพูดจะทำตัวยังไงดี

พ่อเริ่มสังเกตเห็นว่าเราคุยโทรศัพท์ทีละนาน ๆ พ่อถามว่า คุยกับสาวเหรอ เราก็อายม้วนหน้าแดง จนไม่ต้องตอบ อะไรพ่อก็รู้แล้ว พ่อเลยเริ่มคุยกับเราถึงความรักครั้งแรกของพ่อ ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นเพื่อนนักเรียนของพ่อ เหมือนผู้หญิง ของเรา พ่อสอนเราว่าความรักที่แท้มันต้องอดทนนาน มันผ่านอุปสรรคมากมาย พ่อกับแม่ก็ผ่านกันมามาก แล้ววันนี้พ่อ ก็ภูมิใจที่พ่อรักแม่อย่างที่พ่อตั้งใจเอาไว้ แล้วเราก็คุยกันว่า ผู้หญิงนั้นมีความงดงามเพียงใด ถึงทำให้ทั้งเรา และพ่อหลงใหลได้ถึงเพียงนี้ พ่อทำให้เรารู้สึกอุ่นใจว่ามีคนที่เข้าใจเราในเรื่องของความรัก

เราคบกับเธอคนนั้นจนจบม.ปลาย เราไม่เคยลืมเธอเลย คนที่ทำให้เรารู้จักความรัก รู้จักที่จะรัก และความสุขจากความรัก มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาอะไรระหว่างเรา แต่เราสองคนก็พยายามผ่านปัญหานั้นไปให้ได้ เราเองมีพ่อเป็นที่ปรึกษา ที่ดีเสมอ แต่พอเข้ามหาลัย เราต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป ระยะทางที่ห่างไกล มันทำให้ความรักของเราห่างกันมาก ขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเธอมาบอกเราว่า เธอพบคนใหม่แล้ว เขาเป็นรุ่นพี่ผู้ชายที่คณะ เราเสียใจมาก แต่ก็ยอมรับ ได้ว่าเรา ทั้งสองคนเติบโตขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาของชีวิต พ่ออยู่เคียงข้างเราตลอดเวลา ที่เราเสียใจ อ้อมกอดของพ่อเป็นที่ซับน้ำตาของเรา

ชีวิตมหาลัยเป็นชีวิตที่สนุกมาก ตอนนี้เราไม่ต้องพกดาบวงพระจันทร์มาเรียนอีกแล้ว เราชอบที่จะออกไปแสวงหาอะไร ใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง โลกของมหาลัยมันกว้างกว่าโลกในโรงเรียนยิ่งนัก ทั้งโลกในห้องเรียนและโลกกิจกรรม ในห้องเรียนเราเลือกเรียนเอกอังกฤษ ภาษาอังกฤษทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตคนต่างวัฒนธรรม เราได้เห็น ยุทธจักรที่มันกว้างใหญ่มีความหลากหลายกว่าในหนังจีนมากนัก ในโลกกิจกรรมเราเลือกเข้าชมรมฟันดาบ แม่บอกว่าไม่แปลกใจเลยที่เราเข้าชมรมนี้เพราะเรามีแววเป็นจอมยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก เราฝึกฝนวิทยายุทธ์จนลงแข่งได้ ถ้ามีเวลาแม่จะตามมาเชียร์เราเสมอ แม่เองก็สนุกกับกีฬาชนิดนี้ บางทีอยู่บ้านเราก็สอนแม่ จนพ่อบอกว่า ต้องสอนพ่อบ้างจะได้สู้กับแม่ได้

ที่สนามแข่งนี้เองที่ทำให้เราได้เจอเธอคนนั้น เธอกับเพื่อนมานั่งดูเราแข่ง เราเห็นเธอตั้งแต่อยู่ในสนาม มันเหมือน กับใครบางคนที่คุ้นเคยกันมาก ๆ แต่คิดไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหน แข่งเสร็จวันนั้น เราออกมาเจอเธอที่ป้ายรถเมล์ เธอชมว่าเราฟันดาบเก่ง แล้วก็ถามว่าเราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า เราบอกว่าเราก็รู้สึกอย่างนั้น แต่นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเจอกันที่ไหน หลังจากวันนั้นเราก็เริ่มคบกันเป็นเพื่อน แล้วที่สุดก็พัฒนากลายเป็นความรัก

เราพาเธอมาที่บ้านบ่อย ๆ พ่อกับแม่ก็ดูจะชอบเธออยู่ไม่น้อย บางทีเราก็ไปค้างที่บ้านเธอ เธอมีแม่สองคนที่น่ารักมาก แล้วยังมีพ่อที่เป็นเกย์อีกด้วย เขาเป็นเพื่อนสนิทของแม่ ๆ เธอมานาน ตอนที่แม่ ๆ อยากจะมีลูก เลยขอบริจาคสเปิร์ม มาจากเพื่อนคนนี้ พ่อเกย์ของเธอเห็นเธอมาตั้งแต่แบเบาะ แม้จะไม่ได้เป็นคนเลี้ยงเธอมาและไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็สนิทสนมเหมือนเป็นคนในครอบครัว เธอว่า เธอโชคดีที่มีตั้งสองแม่และหนึ่งพ่อ มากกว่าคนทั่ว ๆ ไป บางทีเวลา เราแข่งนัดสำคัญ ๆ ทั้งพ่อแม่เรา และแม่ๆ กับพ่อเกย์ของเธอก็มาเชียร์เราด้วย กองเชียร์ทั้งหกคนส่งเสียง เชียร์กันดังลั่นสนาม แพ้ชนะไม่สำคัญ ขอให้กองเชียร์สนุกไว้ก่อนเป็นใช้ได้

พอเรียนจบแล้ว เราเลือกที่จะเป็นครูสอนเด็กยากจนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียน แน่นอนว่าเรา ไม่ได้สอนแค่ให้เด็ก อ่านออกเขียนได้ แต่เราสอนให้พวกเขารู้จักโลกกว้าง รู้จักสังคม รู้จักความหลากหลายของเพศสภาพ ว่าง ๆ เราก็สอน ฟันดาบ ให้เด็ก ๆ ได้ฝึกใช้ร่างกายให้สัมพันธ์กับจิตใจ เธอของเราเรียนต่อโท แล้วกลับ ไปเป็นอาจารย์ ที่มหาลัยเดิม เวลาว่างเธอจะมาช่วยเราสอนเด็กด้วย บางครั้งผู้ปกครองของเด็ก ๆ อยากเรียนหนังสือ เธอก็จะจัดคอร์สพิเศษให้ เรารู้สึกว่าเราได้ช่วยเหลือผู้คน อย่างที่เราฝันไว้ตอนฟังนิทานของพ่อตอนเด็ก ๆ แล้วก็ยังมีเธอที่เรา รักมาช่วยทำงาน อีกด้วย นิทานของพ่อเป็นจริงซะแล้วในชีวิตของเรา

หลังจากจบมหาลัย เราคบกันอีกเจ็ดปี ก่อนตัดสินใจย้ายออกมาอยู่ด้วยกัน วันแรกที่เราย้ายออกมา พ่อแม่เราและแม่ ทั้งสองของเธอก็ตามมาส่งด้วย ทั้งสี่คนผลัดกันอวยพรและให้คำสอนกับชีวิตคู่ของเรา เราสองคนซาบซึ้งจนร้องไห้ เรารู้ว่าคำสอนของพวกท่านมันผ่านมาจากประสบการณ์จริง อย่างแม่คนหนึ่งของเธอเล่าให้ฟังว่าตอนที่ไปแอบปิ๊งคนอื่น น่ะมันท้าทายน่าดู ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะคบกับใครดี เจ็บปวดกันหมดทุกคน แต่พอผ่านไปได้และเลือกที่จะคบ กับแม่อีกคนต่อไป ความรักมันก็ยิ่งมั่นคงขึ้น แม่เธออวยพรให้เราผ่านอุปสรรคในชีวิตคู่ไปได้ และมีความรักที่มั่นคง ยิ่งขึ้นทุกวัน คืนนั้น เราคุยกับเธอว่า เราสองคนมีครอบครัวที่ดีอะไรอย่างนี้ มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีที่พักพิงและมีหลักยึด

พอเราตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ ทางมหาลัยของเธอก็อนุญาตให้เราได้รับสวัสดิการของรัฐไปด้วย ซึ่งก็ดีไม่น้อย เพราะงานสอนเด็กของเรา ไม่ได้ให้รายได้อะไรมากนัก อย่างน้อยสวัสดิการก็มีประโยชน์เวลาเราเจ็บป่วย เรารับงานเขียน งานแปลบ้าง เพื่อหารายได้เพิ่ม จะได้มีค่าใช้จ่ายเวลาอยากไปเที่ยวพักผ่อน เราสองคนชอบออกไปอยู่บน ดอยกับชาวเขา เผ่าต่าง ๆ ไปเรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่างจากเราคนกรุง และเรียนรู้การใช้ชีวิตกับธรรมชาติจากพวกเขา เราฝันกันว่า สักวันเราจะไปปลูกบ้านอยู่ต่างจังหวัด ปลูกพืชผักกินเอง ใช้ชีวิตกับธรรมชาติ แล้วก็สอนหนังสือเด็ก ๆ ไปด้วย

อีกอย่างที่เรามักจะทำในวันหยุดคือ เข้าวัด ไม่รู้ว่าเราสองคนเริ่มใฝ่ธรรมตั้งแต่เมื่อไร อาจจะเป็นตอนที่พ่อเกย์ ของเธอไปบวชช่วงเข้าพรรษา พวกเราเลยมีโอกาสไปเยี่ยมท่านที่วัดบ่อย ๆ เราศรัทธาในตัวพระภิกษุณีหลายรูป และมักเข้าไปขอคำปรึกษาในเรื่องการปฎิบัติธรรมอยู่เสมอ เราเคยพูดเล่นกับเธอว่า ถ้าเธอตายก่อนเรา เราจะไปบวช ภิกษุณีตลอดชีวิต ไม่ขอมีคู่อีกแล้ว เธอบอกว่า ถ้าอยากไปจริง ๆ ไม่ต้องรอเธอตายหรอก ไปเลย เธอจะได้หาแฟนใหม่ เราเลยเลิกคิดอยากจะไปบวชตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ถึงวันนี้ เราอยู่กับเธอมาเกือบสิบปีแล้ว เรายังสอนเด็กอยู่ตามเดิม ส่วนเธอก็ยัง เป็นอาจารย์ ในมหาลัย เราตัดสินใจไม่มีลูกด้วยกัน เพราะเรามีลูกศิษย์เต็มไปหมดแล้ว เราตั้งใจกันว่าจะเป็นทั้งครูและแม่ ที่ให้ทั้งความรู้และความรักกับบรรดาลูก ๆ เหล่านี้ ความฝันเรื่องบ้านสวนของเราก็กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เราขอยืมเงินแม่ไปซื้อที่ผืนเล็ก ๆ ที่ต่างจังหวัด ที่ของเรารายล้อมด้วยภูเขา มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน รอบ ๆ ด้านเป็น ทุ่งนาของชาวบ้าน ด้วยเงินเดือนอาจารย์มหาลัยกับครูจน ๆ คงอีกหลายปี กว่าเราสองคนจะใช้เงินคืนแม่หมด แต่เราก็ไปปลูกบ้านเล็ก ๆ กับลงต้นไม้ไว้บ้างแล้ว วันหยุดเราจะพากันไปปลูกต้นไม้ นอนผึ่งพุง ว่าง ๆ ก็สอนหนังสือเด็ก ๆ แถวนั้น สักวัน ที่ยังไม่แน่ว่าเมื่อไร คงได้ไปปักหลักเป็นสาวชาวบ้านเต็มตัว

เราและเธอ ผ่านอะไร ๆ มาด้วยกันเยอะมาก เป็นอย่างที่พ่อบอกจริง ๆ ว่ารักแท้นั้นอดทนนาน บางครั้งเราก็ไปหลง รักผู้หญิงคนอื่น แต่ยังไงเราก็กลับมาหาเธอ เธอเจ็บปวดมาก แต่ก็พยายามให้อภัยเรา บางครั้งเธออยากลอง ใช้ชีวิตคนเดียว เราก็แยกกันอยู่ แต่ในที่สุด เธอก็กลับมาอยู่กับเรา ความท้าทาย ความเจ็บปวดเหล่านี้ ทำให้ความรักของ เราหยั่งรากมั่นคงยิ่งขึ้น อย่างที่แม่ของเธอบอกไว้ตอนเราย้ายมาอยู่ด้วยกันวันแรก

แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เรารู้ว่ามีอย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลย คือความรักจากครอบครัวของเรา พ่อและแม่ของเรา ยังคงเป็นที่พักพิง เป็นหลักยึด เป็นแหล่งกำลังใจ และเป็นที่ซับน้ำตาให้เราเสมอมา ท่านทั้งสอง ได้ทำตามความตั้งใจที่มีตั้งแต่เราอยู่ในท้องแล้วว่า ไม่ว่าเราจะเกิดมาเป็นผู้หญิงหรือ ผู้ชาย จะโตขึ้นมาเป็นทอม เป็นดี้ เป็นเกย์ เป็นคนรักต่างเพศ หรืออะไรก็ตาม ก็จะให้ความรักความอบอุ่นแก่เราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้