บทความ
โดย สุมาลี โตกทอง จากคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2548


กระบวนการสร้าง “ทอมนรก”



เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ข่าว “ทอมสะบั้นรัก ดักยิง ม.6 น้องชายตายแทน” รายงานถึงเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างนักเรียนหญิง 2 คนอายุประมาณ 16 ปี ทั้งคู่คบหาเป็นเพื่อนสนิท แต่ภายหลังมีปัญหากันทำให้อีกฝ่ายเริ่มถอยห่างจากความสัมพันธ์
สุดท้ายเรื่องจึงจบลงที่การใช้อารมณ์และความรุนแรง กลายเป็นโศกนาฏกรรมของผู้เกี่ยวข้องและคนอ่านข่าว

สกู๊ปพิเศษของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมองเหตุการณ์นี้เป็นความ “น่าเสียดายและเศร้าใจที่สุดเพราะท้ายที่สุด 2
ชีวิตของเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนและควรมีอนาคตที่สดใสต้องจบชีวิตจากปัญหาความรักที่เกิดจากกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน
ระหว่างทอมกับดี้... (แม้ว่า) การใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหานั้นหากมองด้วยใจเป็นธรรม ย่อมเกิดขึ้นได้แม้ความรักปกติระหว่างชายและหญิง ซึ่งทุกคนคงเคยผ่านสายตาบ่อยครั้ง แต่หากเป็นกลุ่มคนรักเพศเดียวกันแล้ว คนก็จะให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะเห็นเป็นความผิดปกติทางสังคม”

ในฐานะที่เฝ้าติดตามการรายงานข่าวความรุนแรงในสังคมมานาน นี่ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้
เพราะที่ผ่านมาวิธีคิดของผู้สื่อข่าวไม่ว่าจะเป็นนักข่าวภาคสนาม กองบรรณาธิการผู้เลือกว่าข่าวไหนจะได้ลงหน้าหนึ่ง
รีไรท์เตอร์ผู้พาดหัวให้เข้ากับขนบและบุคลิกของหนังสือพิมพ์ล้วนแล้วแต่มองภาพปรากฎการณ์ของหญิงรักหญิงเพียง
ง่ายๆว่า “พวกวิปริต”

ผู้เขียนไม่มั่นใจว่าวิธิคิดหรือมุมมองที่เปลี่ยนไปในครั้งนี้เป็นเพราะสื่อสิ่งพิมพ์นั้นได้รับความรู้ใหม่
(ที่ประกาศออกมานานนับสิบปีแล้ว) ว่า คนรักเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชายรักชายหรือหญิงรักหญิงนั้นไม่ใช่ความ ผิดปกติทางจิตและดังนั้นจึงไม่นับว่าเป็นโรคจิตที่ต้องทำการรักษา จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ยังคงโฆษณาว่าตนสามารถ “รักษา” อาการรักเพศเดียวกันให้หายได้จึงอาจเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน

คำประกาศดังกล่าวเริ่มต้นจากสมาคมจิตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาและต่อมารับรองโดยองค์การอนามัยโลก
กรมสุขภาพจิตของไทยก็รับรองคำประกาศนี้ด้วยเช่นกัน มุมมองของสื่อที่เปลี่ยนไปอาจมาจากการได้รับความ รู้ใหม่หรือไม่นั้นไม่อาจยืนยันได้ เพราะรู้กันมานานแล้วว่าค่านิยมความเชื่อรวมถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกันนั้น
ไม่เปลี่ยนง่ายเพียงเพราะได้รับความรู้ชุดใหม่ คำประกาศนี้ออกมานานนับสิบปี ในแวดวงวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนไปแล้ว

กรมสุขภาพจิตของไทยเคยออกมาประกาศไปแล้ว แต่ความเข้าใจผิดของ คนส่วนใหญ่รวมทั้งสถาบันสื่อยังคงอยู่

เฉพาะเรื่อง “ผู้หญิงรักผู้หญิง” เรื่องเดียวมีการศึกษาพบว่าเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดนานัปการ ความเข้าใจผิดชุดใหญ่ คือความเข้าใจว่าผู้ชายนั้นคู่กับผู้หญิงเป็นสิ่งปกติ ถูกต้องเหมาะสมและเป็นวิถีชีวิตที่ปกติสุขของชีวิตคู่และสังคม
ความเชื่อนี้ทำให้เกิดการปฏิเสธรูปแบบชีวิตคู่อย่างอื่นทั้งหมด และทำให้คนมองเห็นความสัมพันธ์ของผู้หญิงกับผู้หญิง เป็นเพียงการเลียนแบบคู่ความสัมพันธ์ของหญิงกับชาย มองต่อไปว่าเป็นสิ่งแปลกแยก ไม่มีวันเป็นไปได้
และถึงที่สุดแล้วสังคมไม่ยอมรับวิถีชีวิตดังกล่าว

เมื่อมองว่าผู้หญิงที่พึงใจเพศเดียวกันคือความพยายามจะเลียนแบบความสัมพันธ์ของชายกับหญิง กระบวนการสร้าง ความเป็น “ทอม” ก็เกิดขึ้น และกลายมาเป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมของผู้หญิงกลุ่มดังกล่าว เช่น เชื่อกันว่าเธอ เหล่านี้นิยมเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ชายอกสามศอก คือต้องเป็นทั้งผู้ปกป้อง ดูแลคุ้มครอง ผู้นำ และขณะเดียวกันก็เป็น ผู้กระทำทั้งในเรื่องทางเพศและความรุนแรง

แต่ในมุมที่มองว่านี่เป็นสิ่งแปลกแยกของสังคม ความเป็น “ทอม” จึงถูกกำหนดคุณค่าไว้ว่าด้อยกว่าชาย ภายใต้ความคิด ที่ว่าอย่างไรเสีย “ทอม” ก็ไม่ใช่ผู้ชาย ทั้งในเชิงสรีระและเชิงบทบาททางสังคม ในสังคมที่ให้การรับรองเฉพาะ “รักต่างเพศ” เท่านั้น “ทอม” จึงเป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมทางเพศ เป็นความแปลกปลอมของสังคม และเป็นกลุ่มเสี่ยง ที่จะก่อความไม่สงบในสังคมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อมีเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง
ผู้ที่ลงมือกระทำความรุนแรงจึงมักตกเป็นฝ่ายที่ถูกเรียกว่า “ทอม”เสมอ

ภาพประทับ หรือ stereotype ที่สังคมมีต่อลักษณะของผู้ที่เป็น “ทอม” มีอยู่ไม่กี่อย่าง หลักการใหญ่คือผู้หญิงคนไหน “ดูไม่เป็นผู้หญิง” ก็อาจปักป้ายว่า “ทอม” ไว้ก่อนได้ เช่น ไว้ผมสั้น ชอบนุ่งกางเกง กิริยาไม่อ่อนหวาน ไม่ปรากฏ ว่ามีแฟนเป็นชาย และเมื่อเราเห็นผู้หญิงคบหากัน มีความสนิทสนมกัน หรือเรามองเห็นว่าเขาเป็นคู่กัน เราก็มัก จะปักป้ายไปแล้วว่า ในคนคู่นั้นจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น “ทอม”

ความเชื่อเกี่ยวกับ “ทอม” ยังมีอีกเยอะ เช่น เราเชื่อว่าในสถานที่ที่มีผู้หญิงล้วนอยู่รวมกัน จะทำให้ผู้หญิง “เบี่ยง” พฤติกรรมไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วยกัน เช่นที่โรงเรียนหญิงล้วนถูกบอกกันว่าเป็นสถานที่ผลิตทอมกับดี้
นอกจากนี้เราเชื่อกันว่าการรักเพศเดียวกันเป็นพฤติกรรมเลียนแบบตะวันตก และทั้งหมดทั้งมวลของพฤติกรรม หญิงรักหญิงนั้นเป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิตวัยรุ่นที่ยังไม่ลงตังเรื่องเพศเท่านั้น เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พฤติกรรม ดังกล่าวก็จะ “หาย” ไปเอง แต่อาจจะเหลือ “ทอม”บางคนที่ไม่ยอมเลิกมีพฤติกรรมดังกล่าว

ความเชื่อต่างๆ เหล่านี้มีผลต่อการมองเหตุการณ์และปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมัน ตอกย้ำอยู่ในรูปแบบและการนำเสนอข่าวอย่างไร

ข่าว “แฉสาวมือแทง 4 นร.เซนโยฯ สุดอันตราย สะกดรอยเด็กนานนับปี คลั่งไคล้คนไหนตามถึงบ้าน พกมีด 4 เล่มลงมือ-ยังลอยนวล” เผยถึงหญิงคนร้าย “ลักษณะผมสั้น” ในข่าว “ควงมีดบุกร.ร.ไล่แทงยับ4นร.เซนโยฯ ส่งรพ.อาการสาหัส เป็นหญิงวิกลจริตขึ้นไปถึงห้องเรียนทำร้ายไม่เลือกหน้าโบกจยย.รับจ้างหนี” ระบุถึง “สาววิกลจริตบุกเข้าไปในโรงเรียน หญิงล้วน ตำรวจได้นำภาพสเกตช์คนร้ายมาแจกสื่อมวลชนเพื่อเผยแพร่ประชาชนเป็นภาพใบหน้าผู้หญิงค่อนข้างผอม
ไว้ผมบ๊อบ ด้านหน้าเป็นม้าสั้นและบุคลิกที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ จะยิ้มอยู่คนเดียวหรือไม่ก็นั่งขยับคออยู่ไม่เป็นสุข
ท่าทางเหมือนทอมบอย” และที่รุนแรงมากขึ้นในการพาดหัวข่าว “อ้างคำสั่งสวรรค์ฆ่าแขก-จีน ทอมนรก-หนีไม่รอด
ตร.บุกจับคาร้านแอบเป็นเด็กเสิร์ฟเผยย่องดูลาดเลา ร.ร.มาแตร์ไว้ด้วย เพื่อน นร.แห่เยี่ยม4 ดญ.เซนโยเซฟ”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นความรุนแรงที่สะเทือนขวัญของคนในสังคม เพราะกระทำต่อเด็กที่อยู่ในโรงเรียน การจับคนร้ายทำได้ในเวลาอันสั้น เรียกได้ว่าทันใจประชาชนแต่สิ่งที่ดำเนินต่อไปคือกระบวนการ ทางกฎหมาย ที่ต้องพิสูจน์ประเด็นการวิกลจริต การรับรู้ผิดชอบชั่วดีของผู้กระทำ และการเผยถึงสาเหตุของการกระทำ
ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็น “ทอม” แม้แต่น้อย

กระบวนการเล่าข่าวให้สมบูรณ์ในวันแรกของการเสนอข่าวเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด สาเหตุที่แท้จริงยังไม่กระจ่าง รู้เพียงว่าผู้กระทำเป็นหญิง อาจวิกลจริต ไว้ผมสั้น และเคยมีพฤติกรรมเฝ้าดูเด็ก จึงทำให้ “แพะ” ที่ไม่มีตัวตนว่าคือใคร กลายเป็น “ทอมนรก” ไว้ก่อน แต่เมื่อจับตัวคนร้ายได้ก็ไม่มีสื่อใดใช้คำว่า “ทอม” ในข่าวนี้อีก

เราชอบพูดกันว่าสังคมไทยยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางเพศที่มีอยู่ แต่ในส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกันนี้
เรื่องของคนรักเพศเดียวกันยังคงถูกอธิบายให้เป็นเรื่องของคนผิดปกติ เป็นโรคที่เป็นๆ หายๆ และการใช้ความ รุนแรงถูกนำมาพูดถึงบ่อยครั้งว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความผิดปกติที่แสดงออกโดยคนรักเพศเดียวกัน ในกรณีนี้
กระบวนการสร้างความสมบูรณ์ของเนื้อข่าวจึงเท่ากับเป็นกระบวนการสร้าง “ทอมนรก” ไปพร้อมๆกัน

จะมีสื่อมวลชนคนใดฉุกใจคิดไหมว่า การหยิบยื่นภาพที่ติดลบให้ “ทอม” นั้นเป็นความรุนแรงชนิดหนึ่ง และอาจเป็น สาเหตุส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่ “ทอม” ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการถูกข่มขืนโดยอ้างว่าเป็น “การรักษาให้หาย” ชีวิตรัก ที่ถูกกีดกัน ความไม่ก้าวหน้าในอาชีพการงาน ตลอดจนความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าที่เกิดมาเป็นผู้หญิงที่แตกต่าง.