บทความ
โดย ไมเคิล ไรท์



สิทธิจดทะเบียนคู่เพศเดียวกัน Same Sex Civil Partnerships


ในยุโรปบางประเทศ (และในสหรัฐอเมริกาบางรัฐ) เริ่มมีกฎหมายอนุญาตให้คนเพศเดียวกันจดทะเบียนเป็นคู่เพื่อจะ ได้รับสิทธิเสมอคู่ชาย-หญิง ในเรื่องการลดภาษี, การสืบบำเหน็จ-บำนาญและมรดก และการรับสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ

"การจดทะเบียนคู่" Civil Partnership นี้ไม่ใช่ "การสมรส" Marriage (ซึ่งมีไว้สำหรับการจัดระเบียบการ สืบพันธุ์และรักษาเสถียรภาพของครอบครัว)

"การจดทะเบียนคู่" มีไว้เพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างคู่เกย์ (ทั้งเกย์ผู้ชายและเกย์ผู้หญิง) กับคู่ต่างเพศในสังคม, และเพื่ออำนวยความสะดวกให้คู่เกย์และเลสเบี้ยนได้ครองชีวิตรวมกันอย่างมีระเบียบ, รับผิดชอบต่อกันและมีเกียรติเสมอ ทุกคนในสังคม

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคมปีที่แล้ว ประเทศอังกฤษประกาศใช้ พระราชบัญญัติการครองคู่ทางบ้านเมือง Civil Partnerships Act (2005) เมื่อสิบปีที่แล้ว พระราชบัญญัติดังกล่าวถือกันว่า "เป็นไปได้ยาก" เมื่อยี่สิบปีก่อนมีการประกาศ พระราช บัญญัติว่า ด้วยอาชญากรรมทางเพศ Sexual Offences Act (1967) ว่า เพศสัมพันธ์ระหว่างบุรุษที่บรรลุนิติภาวะ, สมยอม, ในที่ลับ, ย่อมไม่ผิดทางกฎหมาย

(เพศสัมพันธ์ระหว่างสตรีไม่เคยผิดกฎหมายอังกฤษ, เพราะพระนางเจ้าวิกตอเรียไม่ยอมลงพระนามาภิไธย ในพระราชบัญญัติห้าม, โดยตรัสว่า "เป็นไปไม่ได้"

Sexual Offences Act (1967) นี้ไม่ได้หมายจะส่งเสริมการลักเพศ, แต่มุ่งจะรับรองเสรีภาพของบุคคล (ผู้ใหญ่, สมยอม, ในที่ลับ), อย่าให้เป็นธุระที่ตำรวจต้องเสียเวลาติดตาม, อย่าให้ศาลสถิตยุติธรรมต้องเสียเวลารับพิจารณา และตัดสินลงโทษพฤติกรรมส่วนตัว (Private Behaviour) ของพลเมือง

อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้นไม่มีใครนึกคิดเลยว่าราวยี่สิบปีต่อมาจะมีกฎหมายรองรับสิทธิการครองคู่ของคนรักร่วมเพศ

เนื่องในการออกกฎหมายใหม่ฉบับนี้, หนังสือพิมพ์อังกฤษได้สัมภาษณ์คู่เกย์/เลสเบี้ยนหลายคู่ ให้แสดงความคิดเห็น และเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เช่น :-

1. Paul Beardshaw กับ Robin Crowley, ต่างอายุ 30 กว่าๆ

สองคนนี้พบกันในงานเลี้ยงเมื่อสามปีที่แล้ว, แล้วอยู่ด้วยกันแต่นั้นมา Robin ว่า "พอสบตากันก็รักเข้า ผมเคยฝัน ว่าอยากมีเพื่อนรักเป็นคู่ถาวร, แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะความรักดูจะไม่เที่ยง, แต่พอเจอะ Paul เข้า เราต่างสมัครใจ อยู่กันจนเฒ่าจนแก่ แรกๆ เราคิดจะอยู่กันเงียบๆ แต่เมื่อกฎหมายใหม่นี้ออกมาเราตกลงกันว่าจะจัดเป็นงาน พิธีใหญ่โตเพื่อขอบใจเพื่อนฝูงที่ให้กำลังใจและให้เกียรติกับพ่อแม่พี่น้องที่สนับสนุน

2. Liz Allum กับ Tilly Clarke อยู่มานานแล้วตั้งแต่อายุ 24

แรกๆ เธอทั้งสองตั้งใจจะไปจดทะเบียนกันที่สหรัฐ, แต่แล้วระงับเพราะต่างอยากให้ญาติมิตรร่วมเป็นพยาน เธอทั้งสองสาบานต่อกันว่าจะ "เคารพ, เจือจุน, อภัยแก่กัน, และเป็นที่พึ่งแก่กันตราบเท่าที่มีชีวิต"

เหตุผลประการหนึ่งที่ชวนให้เธอจดทะเบียนคู่คือ เธออยากมีสิทธิเลี้ยงลูกบุญธรรม ในเรื่องนี้ Liz บ่นว่า

"กฎหมายปัจจุบันไม่ยุติธรรมเพียงพอ (ที่ให้จดทะเบียนเพียงเป็น "คู่" Partners ไม่ใช่ "คู่สมรส" Married Persons) ในเมื่อฉันกับ Tilly พร้อมจะครองเรือนกันอย่างรับผิดชอบต่อกันและต่อลูกบุญธรรมเสมอคู่สมรสต่างเพศ, เราก็ควรได้รับเกียรติตามกฎหมายเสมอคู่สมรสอื่นๆ ในสังคม บัดนี้กฎหมายยังกีดกั้นและดูถูกชาว เกย์และ เลสเบี้ยนไม่น้อย"

3. Ivan Roland (68) และ Alan Ashmole (74)

สองคนนี้ครองเรือนกันมา 32 ปี, ได้เล่าประสบการณ์และออกความคิดเห็นดังนี้ :-

Ivan :- "ผมเป็นเกย์ในยุคทศวรรษที่ 1950-1960, เป็นทหารเรือหกปีจนถึง 1962 ราชนาวีมีวัฒนธรรมชาย ฉกรรจ์สุดสุด, หากถูกจับว่าเป็นเกย์ อย่างดีก็อาจถูกปลด, อย่างร้ายอาจจะถูกขังคุกทหารสองปี

"ปี 1967 มีพระราชบัญญัติประกาศว่า เพศสัมพันธ์ระหว่างบุรุษที่บรรลุนิติภาวะและสมยอมนั้นไม่เป็นอาชญากรรม กฎหมายฉบับนี้ก็ดีอยู่, แต่ไม่สามารถเปลี่ยนค่านิยมของสังคมทันทีได้

"ปี 1972 ผมกับ Alan เริ่มครองเรือนแต่ไม่เผยให้เพื่อนบ้านทราบว่าเราเป็นเกย์ เราไม่เห็นจำเป็นเพราะ เป็นเรื่องส่วนตัว, คนบ้านข้างเคียงจะไปสนใจทำไม? ในที่ทำงานก็เช่นเดียวกัน, ผมไม่กลัวใครจะรู้, แต่ไม่เห็นจำเป็นต้อง แจ้งให้ใครทราบในเรื่องส่วนตัวผมกับ Alan นานเข้าหลายปีเพื่อนบ้านต่างนึกออก, เข้าใจ, เห็นใจ, และให้เกียรติโดย ไม่มีใครเดือดร้อน

"ผมกับ Alan จะลงทะเบียนเป็นคู่เพื่อผลประโยชน์ทางกฎหมาย, คือให้เป็นทายาทกัน :- หากผมตายก่อนให้ Alan สืบมรดกผม; หากเขาตายก่อนผมจะได้สืบบำเหน็จของเขาต่อไปจนกว่าจะสิ้น

"ผมรำคาญกับพวกที่เรียกร้องให้เกย์ "สมรส" กัน กฎหมายเท่าที่มีอยู่ดีแล้ว การสมรส Marriage มีไว้สำหรับคู่ชาย-หญิง, เป็นวิธีที่สังคมควบคุมการสืบพันธุ์และสืบทอดตระกูลอย่างมีระเบียบ บอกตรงๆ Alan กับผมอายุปูนนี้ไม่คิดจะ สืบพันธุ์สืบตระกูลกันหรอก, จะบอกให้"

Alan :- "ผมเพิ่งยอมรับกับตัวเองว่าผมเป็นเกย์เมื่ออายุหลัง 30 แล้ว ผมเกิดในตระกูลที่ถือศาสนาเคร่ง คนรักเพศเดียว กันเป็น "สัตว์ประหลาด", "คนบาป" และ "ปีศาจ" ผมจะยอมรับตัวเองได้อย่างไร?

สมัยผมเป็นทหารบก (1967) กฎหมายเปลี่ยนแล้ว, แต่สังคมยังรังเกียจเกย์อยู่ ตลอดชีวิตการทำงานธนาคาร ผมไม่กล้าเผยว่าเป็นเกย์

"เมื่อ Ivan กับผมไปอยู่ด้วยกัน, เราไปครองเรือนในฐานะ "ชายโสดสองคน", ไม่ใช่คู่สมรส ผมไม่กล้าบอกญาติๆ (ทั้งๆ ที่เขารู้อยู่ดีแต่ไม่พูดมาก)

"มาปัจจุบัน Ivan กับผมประกาศจะจดทะเบียนกันเป็นคู่, แล้วผมตื้นตันใจอย่างยิ่งที่บรรดาเพื่อนร่วมงาน, เพื่อนบ้าน ข้างเคียง, และญาติพี่น้อง (ที่แต่ก่อนเราไม่กล้าเปิดให้เขารู้) ต่างแสดงความปีติยินดี, เข้าใจ, เห็นใจ, สนับสนุน, ไม่มีใครรังเกียจแม้แต่คนเดียว"

ความส่งท้าย

"ประชาชนชาวอังกฤษส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกฎหมายใหม่นี้ ที่คัดค้านก็มีบ้าง, เช่น บางคนว่า "ไม่เหมาะสม, ผิดประเพณีดีงาม", "ส่งเสริมพฤติกรรมวิปริต", "ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของครอบครัว" ฯลฯ

หากเมืองไทยมีกฎหมายอนุญาตให้จดทะเบียนคู่ชายกับชาย, หญิงกับหญิง, คนไทยก็คงมีความคิดเห็นสนับสนุนบ้าง, คัดค้านบ้างเช่นเดียวกัน

ส่วนตัวผม, ผมขออนุโมทนาสาธุกับกฎหมายทุกฉบับที่อำนวยให้ประชาชนประพฤติเป็นผู้ใหญ่, คือเปิดโอกาสให้ทุกคน ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและมีเกียรติเสมอกันโดยรับผิดชอบตัวเอง, กับคู่รัก, และกับสังคม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาย รักหญิง, หญิงรักชาย, ชายรักชาย, หรือ หญิงรักหญิง

ใครที่ไหนจะเดือดร้อนและต้องคัดค้านทำไม?

ท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไร?


ที่มา:จากคอลัมน์ ฝรั่งมองไทย มติชนสุดสัปดาห์ หน้า 70
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1328