...................................................................................................................................................................

เรื่องของเรา

เรื่องของฟ้า

ฉัน…มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ในกรอบอันดีที่ครอบครัวกำหนดไว้ ฉันไม่ได้พูดผิดไปนัก เพราะทุกอย่าง ถูก กำหนดไว้ว่า "ดี" จริงๆ…

ครอบครัวของฉันร้าวเป็นรอยมานานแล้ว การหย่าร้างของพ่อ รวมทั้งการแต่งงานใหม่ของพ่อกับแม่ คนใหม่ เป็นเหตุให้พวกเราพี่น้องเจ็บช้ำ ฉันเป็นคนที่พ่อและแม่คนใหม่คิดว่าหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย ได้ดังใจทุกเรื่อง…ไม่ใช่หรอก… ฉันแค่เป็นคนเงียบ เก็บและกดมากกว่า

พ่อรักพวกเรา โดยเฉพาะฉัน ลูกสาวคนเล็ก แล้วฉันเองฉันรักพ่อมากเท่าชีวิตนะ แต่ฉันกลัวแม่คน ใหม่มากเท่าๆ กัน เพราะฉันมักโดนทำร้ายโดยที่พ่อไม่รู้ และห้ามไม่ให้พ่อรู้มาตั้งแต่จำความได้ พี่ ๆ เค้าโตกันบ้างแล้วขณะนั้น จึงไม่โดนเหมือนอย่างฉัน แต่ก็ได้รับการกระทำในรูปแบบต่างไป…

ถึงปีกจะยังไม่กล้ากันนัก แต่พี่ๆ ก็ดิ้นหาทางออกในทุกรูปแบบที่คิดว่าถูกต้องและพึงพอใจ พี่ ๆ ต่างหา ความรัก จากสิ่งต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีที่อยู่นอกครอบครัว พี่ๆ เกเร, ผิดพลาด, ล้มเหลวจนแม้ปัจจุบัน…

ฉันเข้าใจพวกพี่ๆ เขาดี และฉันก็เข้าใจความรู้สึกเจ็บของพ่อที่ต้องมองลูกๆ หลุดจากกรอบที่พ่อคิด ว่าคุ้มครอง และปลอดภัย แต่ฉัน…คงไม่มีวันเข้าใจหัวใจของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่คนใหม่นัก

พ่อยังคงเสียใจเรื่องพี่ๆ แม้วันสุดท้ายก่อนสิ้นลมด้วยโรคหัวใจและโรคมะเร็ง พ่อเสียด้วยวัยเพียงสี่สิบเศษ ฉันเก็บตัวหนักกว่าเดิม ฉันต่อต้านพี่ๆ ฉันต่อต้านแม่คนใหม่ ฉันจะทำอย่างไรต่อไป ฉันอยากหนี แต่ฉันก็ยังเด็ก สุดท้ายฉันยังต้องอยู่กับแม่คนใหม่ที่ต้องเลี้ยงฉันต่อไปเพราะพ่อฝากฝังก่อนสิ้นใจ พร้อมมรดกของพ่อในส่วนของฉัน ที่เป็นลูกรัก

ฉันเรียน เรียน และ เรียน ฉันกลัว ฉันเจ็บฉันก็ได้แต่เก็บ…
ฉันทำผิดและผิดใจไม่ได้ แม้เล็กน้อยก็ไม่ได้ นี่สิ่งที่ฉันท่องไว้ตลอดเวลา

นั่นคือปม ที่มีผลต่อการคิดการกระทำหลายหลายอย่างในชีวิตฉัน แต่จะด้วยบุญพาหรือชะตาพิฆาต ฉันสามารถประคองชีวิตผ่านมาได้จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 …

ช่วงเดียวกันนี้เองได้มีเรื่องมาเกี่ยวพันกับตัวฉันมากมายตามวัยที่เจริญขึ้นและก็เป็นช่วงนี้แหละ
ที่ฉันได้ยินชื่อ"เธอ" ครั้งแรกและทำให้ฉันได้รู้จักความรักครั้งแรก

"เฮ้ย แก…เรามีอะไรจะบอกล่ะ" เสียงเพื่อนคนหนึ่งที่ฉันรักและไว้ใจมากที่สุดในช่วงนั้นพูดบอกฉัน

"คือ มีคนในห้องเราคนหนึ่ง เค้าชอบแกล่ะ" เพื่อนฉันพูดต่อโดยไม่รอให้ฉันพูดถาม เพราะ เพื่อนฉันรู้ดีว่า...ฉันเป็นคนเงียบเหลือกำลัง เพื่อนฉันมองดูปฏิกิริยาของฉันซึ่งนิ่งเงียบฟังเฉยๆ จากนั้นมันเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เพราะจริงๆ มันก็ไม่อยากให้ฉันยุ่งเรื่องพวกนี้เลยซักนิด..

ทำไมนะหรือ… ก็เพราะในโรงเรียนของฉันมีแต่เด็กผู้หญิง เพราะฉะนั้นคนที่บอกว่า ชอบฉันก็ต้องเป็นเด็กผู้หญิงด้วยกัน และนั่นแหละที่เพื่อนฉันรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก

จริงๆ แล้วคำว่า "ทอม-ดี้" และเรื่องของ "ทอม-ดี้" ฉันก็พอรู้อยู่บ้าง ณ เวลานั้น เพราะฉันเรียนอยู่โรงเรียน สตรีมาตั้งแต่ยังเด็ก เพียงแต่ฉันไม่ค่อยอยากจะสนใจเพราะต้องเรียนเป็นหลัก

เพื่อนในห้องที่ลักษณะท่าทางอย่างเด็กผู้ชายก็เห็นมีอยู่หลายคน วันเกิด วาเลนไทน์ ปีใหม่ เข้าพรรษา หรือ ออกพรรษา เทศกาลไหนไหนก็ตามแต่จะสรรหา ฉันมักจะเห็นเพื่อนกลุ่มนี้ ได้รับของขวัญหรือดอกไม้อยู่แทบตลอด ที่สำคัญ ที่ฉันค่อยข้างจะชินกับเรื่องนี้เพราะว่า แฟนพี่สาวของฉันเองก็เป็นทอมและนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่พ่อห้าม เพราะพ่อเสียใจและขายหน้า…ฉันรู้

หลังจากวันนั้น ที่เพื่อนมาบอกฉันเรื่อง "เธอ" ฉันก็ยังไม่ได้ยินชื่อ "เธอ"อีก (แต่ฉันจะจำได้นะ) ยังไม่เคย แม้แต่เห็นหน้า และ"เธอ"เองก็ไม่เคยแม้แต่จะเข้ามาให้ฉันรู้จัก เท่าที่รู้คือตอนนั้นเป็นเพราะ "เธอ"ไม่แน่ใจว่า ฉันเป็นหญิงรักหญิงเหมือนกันหรือเปล่า

กระนั้นฉันมักจะรู้สึกว่ามีคนคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา แต่หันไปก็ไม่เห็นมีใคร... เปล่า ฉันไม่ได้จิตวิตกหรือเป็น โรคประสาท ตอนนั้นฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

รู้สึกอย่างนั้นอยู่เกือบสองเดือน จนวันหนึ่งที่ "เธอ" เดินผ่านกลุ่มฉันและเพื่อนที่ม้านั่งหน้าตึก เพื่อนๆของ "เธอ" ต่างร้องเรียกชื่อ "เธอ" เสียงดังๆ เพื่อทำให้ฉันได้ยินและหันไปดู …มันได้ผล!

เสียงดังเหมือนระหว่างการเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ขนาดนั้น คนที่ไม่หันก็คงเป็นคนหูหนวกเท่านั้นแหละ .. และวันนี้ฉันเห็นหน้า "เธอ" วันแรก...ถึงจะพยายามเอากระเป๋านักเรียนปิดบังหน้าก็เถอะ

ฉันเห็นใบหน้า"เธอ"แดงจัด... เธอเป็นคนตัวกะทัดรัด หน้าตาธรรมดา แต่ที่สะดุดใจฉันคือ ตาคมคมของ "เธอ"มันมีความหมาย

และเสียงดังโวยวายของวันนี้เอง ที่ทำให้เพื่อนสนิทของฉันในกลุ่มที่เรียนห้องเดียวกันก็ได้รู้ว่า "เธอ" มาสนใจฉัน อย่างมาก เพื่อนๆต่างพากันรุมซักถาม พร้อมทั้งปรามด้วยคำที่จับใจความได้ว่า "แกชอบยายนั่นหรือเปล่า" "แกอย่านะ ...แกอยากจิตวิปริตเหรอ" …อะไรประมาณนั้น

ฉันเองไม่ได้โกรธอะไรเพื่อนหรอกที่พูดขนาดนั้น ถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยนึกโกรธ เข้าใจว่าเป็นการมองคนละมุม และต่างเป็นห่วงเราทั้งนั้น ฉันหลุดปากไปประโยคหนึ่ง เป็นประโยคสำคัญต่อชีวิตฉันช่วงนั้นทีเดียว "พวกแกไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ชอบผู้หญิงด้วยกันหรอก "

นอกจากฉันจะต้องทำตามกฎของแม่อย่างเคร่งครัดแล้วก็เป็นคนรักเพื่อนมาก ขณะเดียวกันฉันก็เป็นคนรักษา คำพูดมากที่สุด มากเท่าที่จะรักษาได้

และการรักษาคำพูดครั้งนี้แหละ - มันทำร้ายจิตใจฉันในเวลาต่อมา… นานนัก

เหมือนชะตาท้าทาย .. "เธอ"เริ่มเข้ามาในชิวิตฉัน จะด้วยแรงยุจากใครก็ไม่ทราบได้ "เธอ"เริ่มมีจดหมาย มาฝากรายอาทิตย์ เริ่มมีการ์ดไร้เทศกาลมาให้ และเริ่มมีของขวัญมามอบ
เนืองๆ "เธอ"ไม่เคยเอาสิ่งเหล่านี้ มาให้ฉันด้วยตัวเองหรอก อย่างใกล้ชิดตัวที่สุดคือแอบอยู่หลังเพื่อน
ของ "เธอ"... เป็นอย่างนี้กับฉันคนเดียว สม่ำเสมอจนปลายเทอมที่สอง

ตอนนั้น…แม้แต่เพื่อนสนิทก็ไม่เคยรู้…ว่าหัวใจของฉันมันเริ่มสูบฉีดและเต้นไม่เป็นจังหวะเสียแล้ว ฉันรู้สึก อายหน้า ร้อนผ่าวแทบทุกครั้งเวลาที่เจอ"เธอ"… ฉันได้แต่เก็บอารมณ์ ทำหน้าเฉยๆ หรือไม่ก็ขอบคุณไปตามมารยาท… กฏของแม่และเพื่อน ยังคอยค้ำคออยู่

ช่วงหลัง ฉันก็ได้เริ่มร่วมกิจกรรมโรงเรียนมากขึ้น การเรียนฉันก็ค่อนข้างอันดับดี ไต่อยู่ราวๆอันดับหนึ่ง สอง สาม ไม่เคยเปลี่ยนไปจากนี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ฉันเป็นที่รู้จักในโรงเรียนในทุกระดับชั้นมากขึ้น มีน้องๆ หรือพี่บางคนมาสนใจ มากรี๊ดกร๊าด ..

ตอนนั้นฉันไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ก็มีแต่เพื่อนคอยมาบอก... อีกอย่าง ฉันก็สนใจแต่เธอ … ฉันเห็น"เธอ"หน้าตา เศร้าสร้อยในบางครั้งเวลาที่มองมาทางฉัน เวลาที่มีคนเข้ามาคุยกับฉัน ฉันเห็นปฏิกิริยาของ"เธอ"ตลอด... เพราะฉันเองก็มองหาเธออยู่ตลอดเช่นกัน

"… (ชื่อ"เธอ") อยากขอคุยกับฟ้า(สมมติ)ตอนหลังเลิกเรียนได้ไหมที่สวนหย่อมท้ายตึกห้า" วันหนึ่ง เพื่อนของ"เธอ"เข้ามาถามฉันระหว่างที่ฉันนั่งรอเพื่อนหน้าห้องพยาบาล

ฉันหันกลับไปมองหน้าเพื่อนในกลุ่มฉันอีกสองคนที่กำลังนั่งจ้องหน้าฉันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อหยั่งเชิง
ฉันลังเล ... ช่วงนี้ฉันเห็น"เธอ"เศร้าผิดปกติและ"เธอ"ก็หลบหน้าฉันมาเกือบสองสามอาทิตย์แล้ว

"ได้สิ แล้วเราจะไป"สุดท้าย ฉันก็ตัดสินใจตอบตกลงออกไป หลังจากที่เพื่อนของ"เธอ"เดินจากไป ฉันก็โดน เพื่อนๆ ช่วยกันดุว่าทันที แต่…

เวลาเลิกเรียนแล้ว กลุ่มเพื่อนฉันรออยู่ข้างนอกสวนหย่อมรวมทั้งเพื่อนสนิทฉันด้วย

ใต้ซุ้มต้นเล็บมือนาง(หรือเปล่านะ) ฉันเห็น"เธอ" นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ "เธอ" นั่งหันหลังก้มหน้า ถูฝ่า
มือไปมา อยู่ตลอด ฉันใจเต้นไม่เป็นส่ำเลยวินาทีนั้น มันเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นหน้ากันชัดชัด
เต็มตา เป็นครั้งแรกที่ฉัน จะได้คุยกับ"เธอ"จากปากของเราทั้งคู่เอง ฉันไม่กล้าที่จะเรียกชื่อเธอ ได้แต่เข้าไปนั่งใกล้ๆให ้"เธอ" รู้สึกตัวว่า ฉันมาตามนัดแล้ว "เธอ"สะดุ้งหันมามองฉันเสี้ยววินาที แล้วรีบหันกลับไป เสียงสั่นๆ ถามฉันขึ้นว่า "ฟ้ามาแล้วเหรอ"

"เธอ"ไม่ได้มีเสียงอย่างนางสวรรค์ แต่ก็ทำให้ฉันอยู่ในภวังค์ได้ครู่หนึ่งทีเดียว ฉันเองก็ชอบเธอ อยู่ไม่ใช่น้อย ถึงจะไม่เคยได้ใกล้ชิดจริงจังก็ตาม

เพราะเธอเป็นคนแรกและเป็นคนเดียวที่คอยเฝ้าดูฉันตั้งแต่ไม่มีใครรู้จักและเป็นอย่างนั้นมาอย่าง
สม่ำเสมอ

"เรา…เอ่อ…เราชอบฟ้า(สมมติ)นะ ชอบจริงๆ …"
"เรา …เอ่อ… เรา… คบกับเรา แบบแฟนได้ไหม?"
"เธอ"ถามฉันออกมาเสียงสั่นไม่ค่อยเป็นคำ แต่ยังคงนั่งกึ่งหันหลังให้ฉันอยู่

ฉันได้แต่นั่งนิ่งๆ ฉันก็พอรู้อยู่แล้วว่า"เธอ"อาจจะเรียกฉันมาเพราะเรื่องนี้ แต่จนป่านนี้ฉันก็ยังไม่รู้ จะตอบ"เธอ"อย่างไร

เพื่อนฉันมองมามาจากนอกรั้ว เพื่อน"เธอ"มองเรามาจากบนตึก ฉันเหมือนกำลัง โดนบีบจากกำแพงสองด้าน

"เราเป็นพื่อนกันได้ไหม เพื่อนเฉยๆ" ฉันพูดได้เท่านี้ มือฉันเผลอไปแตะบ่า"เธอ" ตามความเคยชิน เวลาที่ฉันต้องทำอะไรให้ใครเสียใจ เนื้อตัว"เธอ"ร้อนและสั่นภายในมือของฉัน… รู้สึกอย่างนั้น

"เธอ"หันกลับมาจ้องตาฉัน ฉันว่าเธอรู้หัวใจฉัน แต่"เธอ"ก็ยิ้มให้ฉัน ... คราวนี้มันไม่ใช่รอยยิ้มอายๆ เวลาที่"เธอ"หลบตาฉันอย่างก่อน แต่เป็นรอยยิ้มจางจางที่กรีดฉันจนเจ็บ

"ได้จ้ะ" "เธอ"ตอบก่อนค่อยๆลุกเดินออกไป โดยไม่พูดอะไรต่อ แต่ฉันรู้ว่า"เธอ"กำลังร้องไห้...

ฉันอยากดึงมือเธอไว้ ฉันอยากบอกอะไรกับเธอหลายอย่าง แต่…ฉันก็ไม่ได้ทำ มือฉันหนัก ปากฉันมันยิ่งหนักเสียกว่า กลับถึงบ้านคืนนั้น ฉันนอนคลุมโปง ซบหมอน-ร้องไห้เสียมากมาย ฉันไม่ได้ร้องไห้มานานแล้วตั้งแต่พ่อเสีย

ทำไมฉันไม่ทำอย่างที่ใจอยากและต้องการ ฉันรู้ตัวเอง แต่ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเอง ทำไม…ฉันต้องทำให้แต่คนอื่นพอใจเท่านั้น ใจของฉันเองล่ะ???

หลังจากเรื่องคราวนั้น "เธอ"ยิ่งหลบหน้าไปจากฉัน

แต่นานๆ ฉันยังคงได้รับการ์ด และขนมเล็กๆน้อยๆ ฝากมาจาก"เธอ"อยู่บ้าง แต่ไม่มีจดหมายอีกแล้ว บางทีฉันก็ไม่รับของพวกนั้นหรอก เพื่อแสดงให้เพื่อนรู้ว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิงเหมือนกันจริงๆ นะ หรือบางทีรับแล้วก็ทำเป็นไม่สนใจวางทิ้งไว้ ฉันแย่จริงๆ

เธอร้องไห้และร้องไห้ทุกครั้งที่ฉันทำ แต่เธอก็ยังมีใจให้ฉันสม่ำเสมอ ฉันรู้ว่าฉันทำอะไร ถามว่าฉันเจ็บไหม? ฉันก็เจ็บนะ ยิ่งทำฉันก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งมัดตัวเองให้ติดกับคำพูด …แต่ก็ยังทำ

หลังๆ ฉันเองก็ยิ่งกลายเป็นคนที่เงียบจากเดิมที่ค่อนข้างเงียบอยู่เดิม เพื่อนๆ เริ่มรู้ถึงความผิดปกติ

ฉันเป็นคนชอบนั่งติดผนังและชอบนั่งเฉพาะตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่ต้องมีการเปลี่ยนห้องเรียน ฉันเห็น… บนผนังห้องและบนโต๊ะเรียนในทุกห้องที่ฉันต้องเข้าไปนั่งเรียน จะมีลายมือที่ฉันคุ้นเคยเขียนว่า "รักฟ้า" "คิดถึงฟ้า" เขียนเป็นตัวหนังสือเล็กๆ เหมือนเป็นการบ่นพึมพำของ"เธอ"…

ฟ้าเป็นแค่ชื่อสมมติที่ฉันใช้ในการเขียนครั้งนี้ แต่จริงๆ ชื่อฉันค่อนข้างแปลกและมีชื่อนี้ชื่อเดียว ในโรงเรียน ฉันถึงรู้ว่าลายมือพวกนั้นน่ะ…เป็น "เธอ" เขียนถึงฉัน

ใครเห็นอาจจะว่าฉันบ้า เวลาอาจารย์สอน ฉันก็ยังมักจะหันหน้ามองผนังหรือนั่งก้มหน้ามองโต๊ะ เอามือลูบไปมา ฉันเศร้าแต่ก็รู้ว่าเธอยังรัก ฉันเอาเปรียบเธอไม่น้อยที่ไม่เคยบอกอะไรออกไป ฉันขี้ขลาดกว่าเธอหลายเท่า เพียงแค่ไม่อยากเป็นคนจิตวิปริตอย่างที่เพื่อนห้ามไว้

ตลอดเวลาสามปีในชั้นมัธยมปลาย ฉันเก็บเธอไว้ในหัวใจมาตลอด ถึงเพื่อนสนิทจะเริ่มรู้และเข้าใจบ้าง จนมาบอกฉันว่า "แกชอบเค้าใช่ไหม อยากทำอะไรก็ทำไหม พวกเราจะไม่ว่าอะไรอีก แต่แกอย่าเป็นอย่างนี้" ประโยคที่ฉันได้ยินจากเพื่อนรัก และเพื่อนในกลุ่มสนิท แต่มันคงสายไปแล้ว

แม่ฉันคงไม่ให้ฉันทำอะไรขายหน้าเขาหรอก อีกอย่างฉันยังโง่เง่าพยายามรักษาคำพูดตัวเอง และที่สำคัญฉัน คิดว่าชีวิตวัยมัธยมกำลังจะจบไป ฉันคงไม่ได้มีโอกาสเจอเธออีก ฉันจึงคิดว่าฉันไม่ต้องทำอะไรกับเรื่องของเราแล้ว "เราไม่ได้คิดอะไร จะบ้าเหรอ" ฉันพูดยืนยันกับเพื่อนแบบเดิมๆ ช่างมีจุดยืนได้โง่เง่าดีแท้ตัวฉัน

หลังงานวันจบการศึกษา "เธอ"เดินมาหาฉันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน… เธอให้ดอกไม้ฉัน ดอกหนึ่งพร้อมการ์ดใบเล็ก "คิดถึงเราบ้างนะ" เธอพูดกับฉัน เราน้ำตาซึมทั้งคู่ ฉันจับมือเธอเบาๆ ฉันเองก็เตรียมของให้เธอ เตรียมไว้ตั้งแต่ต้นเทอมแรกของชั้นมัธยมปีที่ 6 เป็นการ์ดสีเรียบๆ แบบที่ นิสัยฉันเป็น มีรูปดอกไม้ เล็กๆ สีขาว ดอกเดียวอยู่บนการ์ด "ดูแลตัวเองมากมากนะ" ฉันเขียน ให้เธอ..ไม่ลงท้ายและไม่ลงชื่อ ฉันไม่รู้ว่าเธออ่าน แล้วจะรู้สึกอย่างไร แต่ฉันรวบรวมความ เป็นตัวฉันได้ทั้งหมดเท่านั้นจริงๆ

ฉันสอบเอนทรานซ์ติดในมหาลัยแห่งหนึ่ง เธอค่อนข้างเรียนอ่อนจึงสอบไม่ติด แต่ครอบครัวเธอ ก็ส่ง"เธอ" ไปเรียนที่ไหน สักที่ ไกลออกไป ฉันยังมีเธอตลอดในส่วนลึกหัวใจ ไม่ว่าชีวิตฉันจะ เป็นอย่างไร ไม่ได้เจอกัน นานแค่ไหน

เวลาผ่านมาหลายปี วันนี้ฉันได้มีโอกาสกลับไปนั่งที่สวนหย่อมที่โรงเรียนเก่า นั่งนึกถึงเรื่องของเรา ความรู้สึกเก่าๆ ยังคงอยู่ หัวใจฉันโหยหาเธอมาตลอด ไม่เคยลืม… ถึงแม้มันจะล่วงเลยมานาน

ฉันโตขึ้นแล้วนะ เพื่อนฉันยอมรับและเข้าใจฉันแล้วนะ แม่ฉันก็ไม่บังคับฉัน อย่างเคย แล้วนะ…ฉันอยากบอกเธอ ฉันอยากบอกเธอหลายๆ เรื่อง รวมทั้งเรื่องความรักต่อเธอที่ฉันเก็บ
ไว้มานาน ฉันอยากบอกเธอ อยากบอกจริงๆ ว่าฉันเองก็รักเธอเหมือนกัน

"ฟ้า … ฟ้าหรือเปล่าน่ะ" เสียงใครซักคนคลับคล้ายคลับคราเรียกฉัน หัวใจฉันเต้นแรง เหมือนเมื่อสมัยนั้นไม่มีผิด "เธอ" มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ฉันกลัวว่าเธอจะได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้น

ฉันลุกขึ้นจากม้านั่งแล้วก้าวถอยไปอีกหน่อยเพื่อมีระยะกลบความตื่นเต้น เรายิ้มทักทายกัน แต่ฉันยังประหม่า อยู่ไม่น้อยลง เธอเปลี่ยนไปบ้าง ดูเติบโตขึ้น สวยขึ้น แล้วก็ดูเธอสบายๆ มากขึ้น ขณะที่ฉันเองกลับเกร็งเสียนี่

"เธอ"บอกว่าเธอมาเยี่ยมอาจารย์คนหนึ่ง เพราะเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อวานซืนนี้ ฉันเองก็เหมือนกัน วันนี้ฉันเพิ่งเดินทางมาถึงบ้านด้วยซ้ำ เราเงียบการสนทนาไป หลังจากทักทายได้สองสามประโยค ฉันกำลังคิด ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะบอกสิ่งที่มันอัดแน่นอยู่ในใจฉันมานานให้เธอได้รับรู้ ไม่ใช่เพื่อ สานสัมพันธ์ต่อ แต่ฉันแค่ต้องการบอก"เธอ"เท่านั้น

"เรา…" เพียงแค่เริ่มเอ่ยปาก… ฉันยังพูดไม่จบ ก็ได้ยินเสียงคนหนึ่งเรียกเธอที่รั้วสวนหย่อม ปลายเสียงเป็นผู้ชาย ดูสุภาพ เขายิ้มให้ฉันเล็กน้อยกึ่งขอโทษที่ขัดจังหวะการสนทนนา ฉันรู้สึก ได้ว่านั่นไม่ใช่แค่คนรู้จักของ"เธอ"

ส่วน"เธอ"เองก็คงเห็นว่าเราเงียบกันไปซักพักแล้วจึงพูดขอตัวกลับ ฉันใจหาย อยากรั้งให้เธอ
อยู่ก่อน

แต่…

เรามองตากัน… "เธอ"บอกว่าดีใจนะที่ได้เจอกันอีก …

"ดีใจที่ได้เจอเหมือนกันนะ … ดูแลตัวเองมากมากนะ" ฉันบอกเธอ แล้วยืนมองเธอเดินไปจนลับตา ฉันอยากบอก"เธอ"มากกว่านั้น

แต่ "เรา" มันเนิ่นนานไปแล้ว แหวนที่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของ "เธอ"ทำให้ฉันตัดสินใจไม่บอก ไม่รั้งเธอให้อยู่ต่อ

ฉันทรุดนั่งลงกับม้านั่งตัวเดิม คราวนี้เป็นฉันที่ต้องร้องไห้ แต่ฉันบอกกับตัวเองก็ก็ดีแล้ว "เธอ"มีชีวิต ใหม่แล้ว ฉันจะไม่ทำให้เธอเป็นอย่างฉัน ฉันเก็บความรักที่ขี้ขลาดไว้มาได้ตั้งนาน… สิบปี… ทำไมฉัน จะเก็บมันไว้ ต่อไปไม่ได้อีก เก็บให้มันตายไปพร้อมกับฉันก็ยังได้

ฉันไม่โทษเธอ แต่ฉันกำลังบอกตัวเอง ฉันกลายมาเป็นหญิงรักหญิงจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะตัวฉันเอง เพราะฉันเก็บความรักที่มีต่อเธอไว้เอง

ฉันไม่ได้เป็นทอม ฉันไม่ได้เป็นดี้ แต่ฉันแอบเก็บความรักส่วนนี้ไว้ให ้"เธอ"มาตลอด


7 กันยายน 2547,

เขียนความรู้สึกถึงวันที่นั่งร้องไห้วันนั้น
เขียนถึงเธอ รักครั้งแรก