![]()
เรื่องของเรา
![]()
เรื่องของลม
" ทำไมแกถึงไม่ชอบผู้ชาย ทำไมถึงต้องวิปริตไปชอบผู้หญิง ทำไม ฉันเลี้ยงลูกไม่ดีหรือยังไงตอบฉันสิ ตอบว่าทำไม" เสียงตะโกนด่าทอที่ปะปนไปด้วยเสียงสะอื้นด้วยความเสียอกเสียใจอย่างยิ่งของผู้หญิงตรงหน้าที่ฉันเรียกว่า แม่
ฉันนิ่งเงียบ กอดเข่าแน่นแต่ไม่มีแม้แต่น้ำตาสักหยด หรือเสียงสักแอะที่จะเอ่ยออกไปได้แต่เพียงส่งเสียงเบา ๆ กับตัวเอง ว่า " ไม่รู้ ฉันไม่รู้ ฉ้นรู้แค่ว่า ฉันชอบผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นเพศเดียวกับฉัน "
" ไป ฉันจะพาแกไปหาหมอ จะได้ไปรักษาแกให้หาย " เสียงเด็ดขาดตรงหน้า ทำเอาฉันสะอึกจุกขึ้นมาในลำคอ
นี่หรือ คนที่เรียกว่า แม่ แม่ที่ไม่เคยแม้แต่จะเข้าใจลูกของตัวเองสักครั้งฉันเงยหน้ามองกลับไปด้วยแววตาที่เจ็บปวด ไม่มีแม้แต่คำพูดที่จะใช้โต้เถียงได้นอกจากพาตัวเองออกมาจากตรงนั้น
ก่อนที่ฉันจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ก่อนที่ฉันจะทำอะไรลงไปโดยไม่รู้สึกตัว
น้ำตาเริ่มรินไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย เสียใจ น้อยใจ กับสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่เรื่องราวต่าง ๆ ไหลวนเวียน เข้ามาในความคิด ในสมอง ฉันได้แต่นั่งนิ่ง ๆ เพื่อทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ใช่ ฉันรู้ตัวเองดี ฉันรู้ตัวเองมานานแล้วถึงความรู้สึกที่ว่า ฉันชอบเพศเดียวกันตั้งแต่สมัยประถมแล้ว ที่ฉันแอบมองแต่รุ่นพี่ที่เป็นผู้หญิง หรืออาจารย์ที่เป็นผู้หญิง ด้วยความชื่นชมแต่ตอนนั้น ฉันอาจจะยังเด็กเกิน กว่าที่จะเข้าใจได้ว่า สังคมเรามีความรักในเพศเดียวกันได้ด้วย
ตั้งแต่เล็ก ๆ ฉันไม่เคยมีตุ๊กตาสักตัว ไม่เคยมีกระโปรงสักชุด หรือแม้แต่เพื่อนผู้หญิงที่เอาไว้เล่นกันแบบผู้หญิง
มีแต่น้องชาย กับ บรรดาเพื่อน ๆ เหล่าทะโมนของน้องชายเป็นเพื่อนเล่น โดยที่มักจะมีฉันเป็นหัวหน้าแก๊งค์อยู่เสมอ
พอเริ่มขึ้นชั้นมัธยม ฉันก็ถูกส่งตัวไปเรียนที่โรงเรียนประจำซึ่งก็คือโรงเรียนสตรีล้วน พฤติกรรมของ ฉันก็ยังคงเหมือนเดิม เหมือนสมัยที่ยังอยู่ประถมฉันยังแอบปลื้มรุ่นพี่ผู้หญิง และยังคอยเฝ้าวนเวียนส่งจดหมายบ้าง ขนมบ้าง หรือแม้แต่คอยแอบมองอยู่ตรงข้าง ๆ มุมตึก เวลาที่เธอเดินผ่านแต่นั่น ฉันก็เพียงคิดไปว่า รอบตัวมีแต่เพศเดียวกันที่ให้ฉันได้มอง ได้สนใจ
กระทั่งเริ่มเข้าสู่ช่วงก่อนเรียนมหาวิทยาลัย ฉันก็ยิ่งเริ่มแน่ใจในตัวเองมากขึ้น มากขึ้นทุกวันว่าฉันไม่ชอบผู้ชาย ถึงแม้ว่าฉันจะลาออกจากโรงเรียนสตรี เพื่อมาเข้าโรงเรียนสหศึกษา แล้วก็ตามทีสายตาฉันไม่เคยชำเลือง หรือแอบกรี๊ดกร๊าดกับเพศตรงข้าม เหมือน ๆ ที่เพื่อน ๆ ของฉันเป็น
ฉันนั่งคิด นั่งคุยกับตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมฉันถึงไม่เคยมอง หรือสนใจเพศตรงข้ามเลยสักครั้งหรือเพราะว่า การอยู่โรงเรียนหญิงล้วนทำให้ฉันเป็นแบบนี้ สิ่งแวดล้อมทำให้ฉันคุ้นเคยกับผู้หญิงมากกว่าหรือเปล่า
ฉันก็ได้รับคำตอบให้ตัวเองว่า ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อิทธิพลที่ทำให้ฉันนั้นรักผู้หญิง
เพราะเมื่อฉันเริ่มมีเพื่อนผู้ชาย จากโรงเรียนสห มากขึ้น แต่ฉันก็ยังคงมีพฤติกรรมเหมือนเดิม จนกระทั่ง เรียนจบการศึกษา ฉันก็จบออกมาโดยไม่เคยมีแฟนเป็นผู้ชาย และไม่เคยมองผู้ชายด้วยซ้ำ ที่บ้านเริ่มสงสัย ในพฤติกรรมเหล่านี้ เฝ้าแต่เพียรถามว่า " ฉันเคยชอบผู้ชายคนไหนบ้างไหม "
ฉันก็ได้แต่ส่ายหน้าแทนคำตอบเหล่านั้น โดยไม่รู้เลยว่า อีกไม่กี่ปีต่อมา เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ภายในบ้าน
เมื่อวันหนึ่ง แม่ก็พยายามพูดหว่านล้อมเพื่อให้ฉันยอมแต่งงานกับผู้ชายที่แม่ได้เลือกไว้ให้ผู้ชายที่เป็นญาติห่าง ๆ ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับแม่ คือคนคนนั้น
ด้วยความที่ฉันกับเขาเราต่างเติบโตมาไล่ ๆ กัน ฉันไม่เคยมีความรู้สึกต่อเขาคนนั้นนอกเหนือไปจากคำว่าพี่ชาย
ฉันตอบปฏิเสธไปอย่างไม่มีเยื่อใยและปิดประตูตายทุกวิถีทางที่แม่ฉันพยายามจะทำเพื่อให้ฉันตกลง ไม่ว่าจะ เป็นการยกทรัพย์สินให้ส่วนหนึ่งให้ผู้ชายคนนั้น หรือว่า ยอมติดสินบนย่า เพื่อให้ย่ามาพูดให้ฉันเปลี่ยนใจ
" ฉันคิดว่า เขาจะปฏิเสธแก ที่ไหนได้ แกกลับปฏิเสธเขา โง่จริง ๆ หาคนดีดีมาให้แล้วก็ไม่เอา " คำพูดที่แม่พูดให้ฉันได้รับรู้
" ถ้าดีจริง ตอนแรกเขาจะปฏิเสธทำไม พอแม่พูดว่า จะยกทรัพย์สินให้ เขารีบเอาทันที นี่หรือคนดีของแม่ " ฉันรู้ว่า ประโยคนี้ จี้จุดให้แม่ยิ่งโมโหหนักขึ้น แต่จะทำอย่างไรได้ นี่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ฉันปฏิเสธความหวังดีของผู้ใหญ่
แต่เพราะว่าฉันไม่ได้ชอบผู้ชาย เหมือนอย่างที่ใคร ๆ คิดว่าน่าจะใช่
ฉันชอบผู้หญิง ฉันรักผู้หญิง แล้วจะให้ฉันแต่งงานกับผู้ชายได้อย่างไรกันฉันจึงได้แต่เอ่ยออกไปว่า " ฉันไม่ได้ ชอบผู้ชาย " แค่นั้นก็ทำให้ที่บ้านเริ่มระแวงและสงสัยฉันยิ่งขึ้น
เด็กสาวข้างบ้านที่เข้ามาพัวพันเกี่ยวข้องในชีวิตฉันคนแรก ทำให้สายตาของคนในบ้านเริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนคอย เฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหว ทั้ง ๆ ที่ ฉันกับน้องคนนี้ เรามีแต่มิตรภาพให้กันเท่านั้น มีแต่ความเป็นพี่เป็น น้องที่เราต่างหยิบยื่นให้
แต่นั่นก็ดูจะแปลกประหลาดในสายตาของคนภายนอกบางครั้งที่เราออกไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง เพื่อไปทำธุระ
ต่าง ๆ แต่ข่าวลือที่บรรดาชาวบ้านช่วยกันประโคม ก็เล็ดรอดเข้าถึงหูของแม่ฉัน คำติฉินนินทา ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ยังคงเป็นตัวชูโรงชูรสให้กับชาวบ้านอย่างมาก และนั่น ทำให้ฉันมีปากเสียงกับเขาเป็นครั้งแรก
" วันนี้มีคนบอกว่า เห็นแกออกไปกับเด็กนั่น ไปไหนกันมา "
" ไปแค่ในอำเภอ ไปจ่ายค่าโทรศัพท์ แค่สองชั่วโมงเอง "
" สองชั่วโมง แน่ใจนะว่า ไม่ได้ไปทำอะไรกัน แค่สองชั่วโมงก็เปิดโรงแรมนอนกันได้แล้ว "
คำพูดสุดท้ายนั่น ที่ฉันได้ยิน ทำเอาหัวใจฉันตกวูบแทบแตกสลาย สายเลือดเดียวกัน แต่กลับเชื่อคำพูดลอย ๆ ของใครก็ไม่รู้ที่ผ่านไปผ่านมา ดูเหมือนนั่นจะเป็นข้อกล่าวหาที่ยัดเยียดให้ฉันอย่างรุนแรง
" ทำไม แม่ต้องเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง ไม่ถามสักคำหล่ะ ว่าความจริงมันเป็นยังไง "ความน้อยอกน้อยใจ ความเสียใจดูจะท่วมท้นความรู้สึกในขณะนั้นยิ่งนัก
ถึงฉันจะพูดอะไรออกไป จะแก้ตัวยังไง ก็ดูเหมือนว่า จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกหลังจากเหตุการณ์นั้น พฤติกรรมของฉัน ก็ถูกจับตามากขึ้น มากขึ้น ชนิดที่กระดิกตัวไปไหนแทบไม่ได้สักก้าว นั่นยิ่งทำให้ฉันโหยหา อิสรภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ฉันเองก็แทบจะไม่รู้ตัว
การกระทำบางอย่างที่ฉันแสดงออกมาเหมือนว่าจะพยายามเอาชนะนั่นกลายเป็นชนวนสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตฉัน
ไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อฉันไปเยี่ยมเพื่อนสนิทที่โรงพยาบาลด้วยเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นเพื่อนรุ่นพี่ผู้หญิง
ที่คบหามาเนิ่นนานเกือบสิบปี แต่ด้วยที่ว่า เธอเองยังไม่มีแฟน และไม่เคยแต่งงาน จึงถูกมองว่าชอบผู้หญิง เหมือนกับฉัน แต่ฉันกับเธอ เราต่างรู้ดีว่า เราเป็นเพื่อนกัน เป็นพี่น้องกัน และเธอเองก็ชอบผู้ชาย เพียงแต่บุคลิกเธอ พฤติกรรมภายนอกของเธอ ที่ดูห้าว แกร่ง และ ดุ ทำให้ใคร ๆ ก็ตัดสินใจว่า เธอเองก็เป็นแบบฉัน นั่นยิ่งทำให้ แม่ฉันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อับอายชาวบ้านเมื่อฉันปรากฏตัวไปเยี่ยมพี่เขาที่โรงพยาบาล
" เป็นแฟนกันหรือไง เป็นผัวเป็นเมีย เป็นทอมเป็นดี้ กันหรือไง ถึงต้องไปเยี่ยมเขา เดี๋ยวเขาก็ออกจากโรงพยาบาล ตอนเย็นแล้ว รักกันมาก ห่วงกันมากหรือไง ไม่รู้หรือไงว่า ชาวบ้านเขาเอาไปนินทา จนฉันไม่รู้จะเอาหน้า ไปซุกไว้ไหนแล้ว วันวันทำแต่เรื่อง จะมีสักเรื่องไหม ที่ฉันจะสบายอกสบายใจ ฉันเลี้ยงแกอย่างดี แต่แกก็ยังทำเรื่อง ให้ฉันขายหน้า อายชาวบ้าน แกนี่มันเลวจริง ๆ"
คำพูดที่พร่างพรูออกจากปากของผู้ที่เรียกได้ว่า แม่ ทำให้ฉันรู้สึกไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้วที่จะอยู่ที่นี่ ทำไม
ในเมื่อสิ่งที่ฉันทำ สิ่งที่ฉันเป็น ไม่เคยก่อความเดือนร้อนให้ใครฉันไม่เคยไปปล้นฆ่าใคร ไม่เคยทำตัวเป็นปัญหา ให้กับสังคม กลับถูกตราหน้าว่า เป็นคนไม่ดี เพียงเพราะว่า ชอบผู้หญิงด้วยกัน
ฉันกล่าวย้อนกลับไปว่า " คุณเอาอะไรมาวัด ว่าฉันเป็นคนไม่ดี เพียงเพราะว่า ฉันไม่เป็นเหมือนอย่างที่สังคม ต้องการงั้นหรือ ไม่ได้เป็นเหมือนคนทั่วไป ที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณงั้นหรือ " ฉันทำได้แค่เอ่ยให้เขารู้ว่า ฉันเสียใจเพียงไร
ที่แม้แต่แม่ แม้แต่คนในครอบครัวก็ยังรู้สึกรังเกียจ ในพฤติกรรมของฉัน ในความเป็นฉัน
นกที่ถูกปล่อยออกจากกรง ไม่เคยมีตัวไหนเลย ที่จะบินหวนกลับเข้ามาสู่กรงอีกครั้ง ฉันเองก็ไม่ต่างจากนก ที่ถูกปล่อยนั่น
วันนี้ ตอนนี้ นกน้อยตัวนั้น เริ่มหาที่หาทางให้ตัวเองอีกครั้ง และในเรื่องราวของความรักก็เช่นกัน ฉันเองเริ่ม เปิดเผยตัวเองกับบรรดาเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ฉันรู้จักและคบหามากขึ้นเริ่มบอกกับใคร ๆ ว่า ฉันเป็นหญิงรักหญิง เมื่อถูกถามว่า ฉันเป็นอะไร
แต่ในส่วนลึก ลึก แล้ว ยังมีอีกที่อีกแห่ง ที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยว่า ฉันเป็นหญิงรักหญิงฉันได้แต่เงียบ เงียบ และเงียบ ด้วยหวังว่า เรื่องราวที่ผ่านมา คงจะลืมเลือนหายไปในกระแสของกาลเวลา และคำตอบของ ความเป็น จริงทั้งหมด คงจะปรากฏให้เขาได้รับรู้ด้วยตัวเองในสักวัน.