![]()
เรื่องของเรา
![]()
เรื่องของน้อย
ฉันเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว แต่งกับเขาด้วยความรัก รักกันมากอยู่กันมาตั้ง 8-9 ปี จนกระทั่งมีลูกได้ 4 ขวบ เลิกกันตอนนั้นลูก 4 ขวบพอดี ที่ต้องเลิกกัน เพราะว่าเขาชอบใช้กำลังกับฉัน แล้วเขาก็เป็นคนที่ไม่เอาพี่น้องฝ่าย ฉันเลย เวลาพี่น้องฉันมาหา เขาจะไม่พอใจ
เมื่อมีเขา เหมือนกับว่าฉันต้องตัดญาติพี่น้องทั้งหมด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ฉันก็พอทนได้ แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาจะเริ่ม ใช้กำลังกับฉันให้ลูกเห็นจากเบาก็มาหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฉันทนไม่ได้เลย ฉันยอมรับว่าเขาทำให้ฉันเข็ดผู้ชาย รู้สึก เกลียดมาก ฉันคิดว่าถ้าฉันไม่ได้เจอผู้ชายแบบนี้ ฉันคงไม่ได้มามีความรักเป็นผู้หญิงรักผู้หญิงอย่างแน่นอน เพราะ จริงๆ แล้วฉันค่อนข้างจะแอนตี้เรื่องนี้ด้วยซ้ำไป
ฉันมีความรู้สึกว่าผู้หญิงก็ต้องคู่กับผู้ชาย ก็ขนาดผู้หญิงกับผู้ชายซึ่งคู่กันอย่างนี้ยังมีปัญหาเลิกราอย่าร้างกันเลย แล้ว ผู้หญิงกับผู้หญิงที่สังคมก็ไม่ค่อยจะยอมรับอยู่แล้ว พ่อแม่ก็คงยิ่งไม่เห็นด้วย มันต้องมีปัญหาตามมาอีกมากมาย แน่ๆฉันเลี้ยงลูกมาเรื่อยๆจนลูกสาวอายุ 6 ขวบ กำลังจะเข้าป.1 ช่วงนั้นฉันต้องทำงานเหนื่อยมาก ก็มีเพื่อนซึ่งสนิท กันมาก แต่เขาก็กำลังจะย้ายตามสามีไปอยู่ต่างจังหวัด ความที่เขาเป็นห่วงฉันมาก เขาก็เลยบอกว่ามีน้องสาว คนหนึ่ง จะให้คอยดูแลฉัน เขาเป็นทอมอายุน้อยกว่าฉันรอบหนึ่ง
ก็คิดว่าเป็นน้องนะ มาช่วยดูแลลูก แบ่งเบาภาระให้ แต่แล้วในที่สุดเด็กคนนี้ก็เข้ามาในชีวิตฉัน เขาเป็นคนดีมาก ทั้งเทคแคร์ตัวฉันเอง และดูแลลูกฉันด้วย จนฉันรู้สึกไว้ใจเขาได้ และอีกอย่างเท่าที่รู้เขาเองก็เคยมีแฟนผู้ชายมา ก่อน แต่ยังไม่เคยมีความสัมพันธ์กัน ผู้ชายคนนั้นหลอกเขามา 3 ปี ว่าไม่มีเมียจน กระทั่งล่าสุดผู้ชายมาขอเลิก บอกว่าเมียท้องกำลังจะคลอด เขาอยากทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดี เด็กคนนี้ก็อึ้งก็ช็อค ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เขาเศร้ามาก
แต่เท่าที่ฉันได้คุยกับเขา เขามักจะคุยทำนองว่าจริงๆแล้ว เขาชอบผู้หญิง แต่มันอยู่ข้างในลึกๆ เขาไม่ค่อยกล้า แสดงออกอย่างมากก็แค่แอบชอบเพื่อนคนนั้น คนนี้ ช่วงที่อยู่กับผู้ชายคนนี้ ก็มีชอบผู้หญิงอื่นเหมือนกัน แต่แอบ ชอบในใจ
ฉันถามเขาเลยว่าตกลงชอบอะไรกันแน่ เขาบอกว่าทีแรกเขาคิดว่าเขาชอบ 2 อย่าง แต่หลังจากที่ผู้ชายคนนี้ ทำกับเขา อย่างนี้ เขาก็เริ่มมองผู้ชายในแง่ไม่ดีแล้ว
และเมื่อพี่สาวเขาพามารู้จักกับฉันครั้งแรก เขาคิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้เขาชอบ โดยที่ฉันไม่รู้ตัวหรือรู้เรื่องอะไรเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าฉันไม่เคยคิดเรื่องความสัมพันธ์แบบทอมดี้นี้ด้วย เพิ่งเลิกกับสามีมา คิดอยู่อย่างเดียวว่า ไม่เอาแล้ว ฉันต้องการอิสระ แต่เขาก็พยายามตลอดที่จะให้ฉันเห็นดีเห็นงามคล้อยตามกับความรักแบบทอมดี้
มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเที่ยวมาบุญครอง เห็นผู้หญิงเดินซื้อของ แล้วทอมจ่ายเงินให้ เขาก็บอกว่าดีนะพี่มีคนจ่ายให้ แต่ฉันคิดไม่ดีใจหรอกก็จะค้านกับเขาตลอดเลยว่าทอมดี้อยู่ด้วยกันแบบผู้หญิง-ผู้ชายไม่ได้ แต่เขาก็ไม่เลิกรา เลิกพูดเรื่องนี้ไปพักหนึ่ง แต่ก็ยังมาหาปกติและเริ่มซื้อของให้มากขึ้น เริ่มจะเป็นเหมือนที่ผู้ชายซื้อของให้ผู้หญิง เช่นเครื่องประดับอะไรต่างๆ ไปกินข้าวเขาก็แย่งจ่ายตลอด
มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันกลับดึกมากไม่สามารถโทรติดต่อให้เขามาหาที่บ้านได้ ก็เริ่มเกิดอาการเป็นห่วง หึงหวงหน่อยๆ กลัวว่าจะไปกับใครหรือเปล่า เขาเริ่มทำให้เราตระหนักขึ้นทุกวัน ว่ารูปแบบการคบหานี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ฉันก็ไม่รู้จะ ทำไงดี ถามตัวเองบ้างเหมือนกันว่าพอใจมั้ยที่เขาเป็นห่วงเราแบบนี้ ก็ตอบแบบเข้าข้างตัวเองว่าพอใจ เพราะว่าไม่มี ใครห่วงฉันเลย มีแต่ฉันกับลูก 2 คน
แต่ที่หนักที่สุดก็คือฉันได้รับอุบัติเหตุขาเจ็บ ตอนนั้นเป็นหนักมาก สะโพกข้างนึงไถลครูดไปกับอิฐ เป็นแผลต้องล้าง แผลทุกวัน เขาก็ลางานมาดูแลล้างแผลให้ ขนาดสามีฉัน ตอนฉันคลอดเขายังไม่เคยมาดูแลอะไร สายตาที่เขา มองฉัน ฉันรู้เลยว่าเขาห่วงฉันมาก พยายามคิดถึงภาพอดีตสามีว่าเขาเคยทำอะไรให้อย่างนี้มั้ย ก็คิดไม่ออกเลย คือแบบ...ลืมแฟนไปแล้ว จากนั้นก็เริ่มคิดว่าเด็กคนนี้น่ารักน่าคบด้วย และตอนนั้นเพิ่งรู้ว่าเขามาชอบ
พอวันเกิดฉันเขาถามว่าอยากได้อะไร ฉันก็บอกว่าอะไรก็ได้ ซึ่งของที่เขาซื้อให้เป็นเครื่องประดับแพงมาก ฉันบอกซื้อทำไมเปลืองตังค์ เขาก็บอกว่าทำไม เขาจะซื้อให้คนที่เขารักไม่ได้หรือ เขาจะพูดอย่างนี้บ่อยมาก และฉันเริ่มหวั่นไหว แต่ความรู้สึกข้างในใจก็ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา
"จะเอาเหรอ"
"จะใจอ่อนเหรอ"
มันเป็นไปโดยที่ไม่รู้ตัว เหมือนน้ำซึมบ่อทรายส่วนลูกสาว เขาก็เริ่มจะเห็น ก็อิจฉา จะมีคำถามตลอด ทำไมนะแม่ ทำไมต้องไปห่วงเขาด้วย ทำไมแม่ไม่ยอม กินข้าว ทำไมแม่ไม่นอน ฉันก็บอกว่าเราเป็นแฟมิลี่กันนะลูก...
จะมีคำถามว่าทำไมๆๆ จากลูกสาวบ่อยมาก ฉันก็พยายาม อธิบายว่ารักพี่เขาเหมือนลูกหลาน แล้วก็บอกว่า ไม่มีใคร หรอก ที่จะรักคนอื่นมากกว่าลูกของตัวเอง ลูกสาวก็จะเข้าใจบ้าง งอนบ้าง เป็นอย่างนี้มาเรื่อย แต่ช่วงหลังก็เลิกกันไป
คบกับเขา 3 ปีครึ่ง มาเลิกกันตอนปี2536 เขาขอไปจากชีวิตฉัน 2 ปี เขาบอกว่าเขาอยากไปแสวงหาหรืออะไร ทำนองนี้แหละ เขายังย้อนคำพูดฉันอีกนะ ที่ฉันเคยบอกกับเขาว่าชีวิตเธอยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ เขาก็เลยบอกว่า ตอนนี้เขากำลังจะไปเรียนรู้ แต่ฉันรู้ว่าเขาไปมีหญิงใหม่ ทีแรกเขาไม่รับ ตอนหลังผู้หญิงโทรมาหาฉันเอง เขาเลยรับ แต่เขาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นน่ะ เขาไม่รักจริงหรอก แต่เขาอยากลองคบดูเฉยๆ เพราะผู้หญิงคนนั้นสนุก สวย อายุเท่าๆกัน เขาอยากดูว่าจะแตกต่างกันยังไง
เขาบอกว่าเขาจะไปแค่ 2 ปี ให้รอเขา แล้วฉันก็รอเขา 2 ปีจริงๆ พอ 2 ปีผ่านไปเขาก็กลับมาจริงๆ แต่เขากลับมา ตอนที่เขาผิดหวังจากคนนั้น และฉันเองก็รู้ว่าเขาต้องผิดหวังตั้งแต่ไปได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ช่วงที่เขาไปก็ยังโทร ติดต่อ กันอยู่ โทรมาทุกวันเลย ก็พูดจากันดี ถามเขาว่าแฟนเธอเป็นยังไง เขาบอกว่าเลิกกันแล้ว ฉันยังพูดปลอบเขา เลยว่า นี่คือความไม่จีรังของจิตใจคน
ทุกวันนี้เขายังพูดเสมอว่าเขาจะไม่ลืมฉัน และเขาเป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเขามีความหวังดีจริงๆ ไม่ว่าจาก เลิกร้างกันไปแล้วก็ตาม ช่วงที่คบกับเขาเพื่อนๆก็รู้ แต่ถ้าถามว่าอายมั้ยไม่อาย เพราะว่าจะแคร์อยู่คนเดียวคือลูกสาว ฉันเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง ถ้าทำอะไรแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็จะทำ
ที่ทำงานมีคนนินทาฉันมากมาย พูดถึงขนาดที่ว่าฉันสิ้นคิด ฝรั่งหน้าตาดีมีเงิน ถึงจะได้แล้วทิ้งไปก็ยังดีกว่าทอม แล้วยิ่งช่วงหลังเลิกกับแฟนคนนี้ไป ก็มีการสมน้ำหน้าต่อท้ายกันมา
ตอนที่เลิกกับเขา น้ำหนักฉันลดไป 7 กิโล กินข้าวแบบกินมื้ออดมื้อ ไม่แต่งหน้า ไม่แต่งตัวเลย เป็นอีกคนหนึ่งเลย ในขณะที่ตอนเลิกกับสามีนั้น ยังไม่เป็นแบบนี้ ไม่เสียใจเท่านี้ แต่ฉันโกรธตรงที่ว่าชั้นอยู่ของชั้นดีๆ เธอมาเริ่มกับ ฉันก่อน แล้วเธอก็มาจากไป
ตอนที่เลิกกับแฟน ฉันไม่รู้ว่าลูกสาวฉันรู้สึกยังไงบ้าง แต่เขาคงเห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่มาก แม่เริ่มผอมลง กินไม่ได้นอนไม่หลับ จากที่เคยสนุกสนานก็ไม่พูด...
ทำไมแม่ไม่โทรไปหาพี่เค้าเรียกเขามา คงขาดพี่เค้าไปแม่ก็เลยเสียใจแทบตาย ลูกสาวฉันบอกว่าทำไมแม่เลิก กับเขาแล้วเป็นอย่างนี้ เพราะฉันถึงกับลาออกจากงาน ไม่กล้าอยู่บ้านหลังที่เคยอยู่กับเขา เอาลูกไปฝากแม่ไว้ ซึ่งพอดีช่วงปิดเทอม 2 เดือน
ฉันทำตัวเหมือนหมดอาลัยตายอยาก จนกระทั่งขอลาออกจากงาน แต่เจ้านายบอกไม่ให้ลา บอกให้ลาไปคิดดู 10 วัน เจ้านายเค้ารู้เรื่องนี้ด้วย แต่ก็มาพูดสั้นๆว่าฉันไม่ได้แอนตี้เรื่องนี้แต่ฉันดูแล้วไม่มีเหตุผล เท่าที่รู้มา หนึ่งเขาเด็กกว่า เธอสามารถที่จะเลือกชีวิตเธอได้ เธอเป็นเลสเบี้ยนก็ได้ แต่เธอไม่สมควรที่จะทำถึงขนาดนี้ ออกจากงานทิ้งลูก ทิ้งเต้าประชดชีวิตด้วยการไปเช่าหออยู่คนเดียว
แต่ถ้าจะถามว่าทำไมฉันไม่หันมาสนใจเอาใจใส่ลูกแล้วก็ทำงานไป ตัดเรื่องอื่นๆออกไปจากชีวิตเสีย แต่ชีวิตฉันมีลูก คนเดียวไม่ได้ อย่างเวลาที่ฉันมีเรื่อง มีปัญหากับเจ้านาย กับเพื่อนร่วมงาน ฉันมานั่งพูดให้ลูกฟังไม่ได้ลูกไม่เข้าใจ เพื่อนสนิทก็คุยได้ แต่จะลงเอยด้วยเรื่องเก่าของฉัน จะเอาปมด้อยของฉันมาพูด โดยที่เขาไม่ตั้งใจ แต่ว่าฉันก็ไม่ พอใจเพราะไม่ชอบให้ใครมาก้าวก่ายในชีวิตฉัน คนเรานี้ก็แปลกพอเป็นเพื่อนสนิทกันสักหน่อยมักจะพูดจาไม่ค่อย ถนอม น้ำใจกันมากขึ้น บางคนก็คุยด้วยไม่ได้
กับคนปัจจุบันนี้ ทีแรกที่เขาจีบฉัน ฉันไม่ได้เลือก เพราะเขาเด็กอายุน้อยกว่าคนนั้นอีก (ห่างกับฉันประมาณ14ปี) เขาก็เพิ่งอกหักมาก็ระทดระทวยระหกระเหินพอๆกัน ตอนนี้เรียกว่าอยู่ในระหว่างดูใจก็แล้วกัน เพราะว่าจาก ประสบการณ์ 3 ปีครึ่ง ยังขอมีผู้หญิงอื่นเลย แล้วนี่เพิ่งคบกันไม่กี่เดือนเอง อายุต่างกันมาก สังคมก็ต่างกัน ไม่อยากจะคาดหวังอะไรมาก
ส่วนลูกสาวเขาไม่รู้เรื่องกลุ่มอัญจารีหรอกในตอนนั้นน่ะ แต่ว่าเดียวนี้ เขาโตขึ้น ฉลาดขึ้น เป็นวัยรุ่นแล้ว เวลาฉันโทร คุยกับเพื่อน ถามว่าวันนี้จะเข้าอัญจารีหรือเปล่า เขาก็ถามว่าแม่อัญจารีคืออะไร ฉันก็เลี่ยงไปบอกว่าอัญจารีย์คอร์ท ชื่อ อพาร์ทเม้นท์ แม่ไปพบเพื่อนที่คอร์ทนี้ คอร์ทอัญจารี คือฉันไม่กล้าพูด
แต่มีอยู่วันหนึ่ง เขาเข้าห้องสมุด ไปเห็นข้อความเห็นหนังสือพิมพ์เอ๊อัญจารีนี่คุ้นๆนะ แล้วแม่ก็มีเพื่อนเป็นทอมด้วย เขากลับมาก็มาถาม แม่...บอกมาเดี๋ยวนี้นะ ว่าอัญจารีนี่คืออะไร แต่ฉันก็ยังบอกว่าเป็นชื่อคอร์ท เขาก็เอาหนังสือ ที่เขาเห็นนั่นนะมาให้ดู ลอกข้อความมาเลยว่าอัญจารีก่อตั้งโดยใคร ทำอะไรบ้าง...
เขาก็เอามายืนยันว่านี่ใช่ไหม ฉันก็บอกว่าใช่มั้ง ชื่ออัญจารีคอร์ทจริงๆ เพราะคนที่เป็นเจ้าของนี่เขาก็อยู่ที่ อัญจารีคอร์ท ถือว่าเราไม่โกหกใช่มั้ย แต่เราบอกไม่หมด เขาก็โกรธบอกว่าทำไมต้องโกหก
ฉันก็ไม่รู้หรอกว่า วิถีชีวิตของฉันในตอนนี้มีอิทธิพลกับลูกอย่างไรบ้าง แต่เท่าที่เห็นแนวโน้มความชอบของลูกสาว ตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนอะไรนัก อย่างเจอศรรามเขาก็บอกหล่อนะ ถ้าจะถามฉันว่าอยากจะให้ลูกเป็นอะไร ก็อยากจะ ให้เขามีผู้ชาย มีครอบครัว มีลูกสืบสกุลต่อไป เพราะลูกยังไม่ประสีประสาอะไร เขายังไม่เคยอกหัก เขายังไม่เคย ผิดหวัง ยังไม่เคยมีชีวิตสมรส เขายังไม่เคยมองอะไรในแง่ร้ายไปกว่าพ่อตีแม่ ฉันก็บอกว่าผู้ชายดีๆก็มี ไม่ใช่ว่าจะ มีแต่แบบพ่อคนเดียว แต่เขาก็พูดเองว่าเขาจะไม่แต่งงาน
แต่ถ้าเกิดเขาไปมีแฟนเป็นทอมขึ้นมา ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ฉันไม่กล้าพูดตอนนี้ แต่ที่แน่ๆฉันจะให้เขา เต็มที่ จะให้ข้อมูลที่ชัดเจน แจ่มใส และถูกต้องที่สุด ให้เขาไปพิจารณาเอาเองว่ามันเป็นแบบนี้นะ
เพราะบางทีเขาก็จะคุยกับฉันเหมือนกัน มาถามว่าแม่วันนี้นะหนูเจอรุ่นพี่เป็นทอมสุดเท่เลย ฉันก็นึกในใจ อุ้ยตาย แล้วจะสอนลูกว่าไม่ให้ไปชอบอย่างนี้ก็ไม่ได้ จะส่งเสริมก็ไม่ได้อีก คือเขาพูดถึงด้วยน้ำเสียงชื่นชมด้วยไง ก็รับฟัง บอกว่าถ้าเขาเป็นทอมแล้วเขาเรียนเก่ง เล่นกีฬาเก่งอย่างที่ลูกว่าก็ดีนะ ก็ใช้ได้ ก็ไม่แอนตี้ แต่ก็พยายามยก ตรงความดีๆให้เยอะไว้ก่อน เป็นไงก็ขอให้ดีก็แล้วกัน
เพราะสำหรับตัวฉันเอง ฉันก็ไม่สามารถจะปฎิเสธได้ว่าฉันไม่ชอบทอม ในเมื่อจริงๆแล้วฉันก็มีแฟนเป็นผู้หญิง เป็นทอม ก็ได้แต่บอกเขาไปว่า แม่คบทอมแล้วไม่คบผู้ชาย เพราะแม่มีความสุข แม่สบายใจ แม่รู้สึกปลอดภัย เมื่อแม่มีแฟนเป็นทอม แต่ว่าถ้าถึงให้ขนาดมาอยู่ แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว ฉันก็ยอมรับว่าตัวเองทำไม่ได้ขนาดนั้น ยังยอมรับแบบโจ่งแจ้งเกินไปไม่ได้ เพราะว่าฉันมีลูก ลูกผู้หญิงเสียด้วย ลำบากใจมาก และเขาก็มีฉันคนเดียวที่เป็น เหมือนแม่เหมือนพ่อ เป็นทุกอย่าง....
ฉันถึงพูดกับลูกเสมอว่า ไม่ว่าแม่จะเป็นอะไรก็ตาม แม่เลี้ยงลูกมาพ่อทิ้งเราไปเป็นเวลาเกือบเก้าปีสิบปี จนถึงตอนนี้ สลึงหนึ่งแม่ก็ไม่เคยปริปากขอใคร ไม่เคยขอพ่อแม่ ไม่มีเงินใช้ก็คือแม่ขายทอง แม่ยืมเพื่อนแม่ไม่เข้าไปยุ่ง กับชีวิตพ่อ เพราะแม่คิดแล้วว่าแม่ไม่ได้อยู่เพราะสามี ฉะนั้นที่แม่ไม่กล้ามีสามีก็เพราะ แม่กลัวมีปัญหา กับลูกด้วย
ก็พูดให้เขาฟัง และเขาเองก็ไม่อยากให้แม่แต่งงานใหม่ด้วย เขาบอก..ถ้ามีจะเอาปืนยิง ยิ่งกว่ามีแฟนเป็น ทอมเสียอีกแต่เขาไม่ค่อยเข้าใจแม่เท่าไหร่ เข้าใจยาก ถ้าพูดด้วยเหตุผลนี่ก็จะฟังเหมือนกัน อารมณ์ดีก็ฟัง อารมณ์ไม่ดีก็เถียง เขาเคยมาถามเหมือนกันว่าถ้าเกิดเพื่อนหนูถามหนูว่า ทำไมแม่มีแฟนเป็นทอม จะให้หนูตอบเพื่อนว่ายังไง ฉันก็บอกลูกว่าก็ตอบเขาไปซิ ทำไมมีเพื่อนเป็นทอมไม่ได้เหรอ ทอมเป็นผู้หญิงหรือเปล่า ไม่เห็นแปลกเลย
เขาก็เถียง...ก็แหม..แต่เขาเคยเห็นเด็กคนนี้ (แฟนปัจจุบัน) หอมฉันเขาบอกว่าไม่ชอบ คือแฟนฉันเป็นคนโรแมนติก มาก ตอนนั้นเขาซื้อนาฬิกาให้ ก็ขอบคุณเขา แล้วลูกเห็น ก็เลยแก้ตัวกับลูกไปว่าก็เหมือนกับแม่ไปส่งฝรั่ง(ลูกทัวร์) ผู้ชายเขายังหอมแม่เลย คือไม่อยากยอมรับกับลูกมากเกินไป ฉันคิดว่ามันประเจิดประเจ้อไป ก็เลยพยายาม ย้ำกับแฟนว่าอยู่ที่บ้านห้ามทำอะไร เขาก็บอกว่าเขาเผลอ ฉันก็บอกว่าอย่าเผลอบ่อยเพราะว่าลูกมองอยู่
คือถ้าไม่ทำอะไร ฉันคิดว่าฉันก็พอจะควบคุมลูกได้นะ แต่มันก็อยู่ที่ฉันจะให้ความรัก ให้ความอบอุ่นแก่ลูกเต็มที่มั้ย แต่ฉันรู้อย่างหนึ่งว่า ระหว่างทอมกับสามีใหม่ ลูกยอมรับทอมมากกว่า
ส่วนอดีตสามี เขารู้ว่าฉันมีแฟนเป็นผู้หญิง แต่แฟนคนใหม่ยังไม่รู้ ก็เห็นเขาบอกกับลูกอยู่เหมือนกันว่า แม่เขาต้อง การเพื่อน อย่าไปว่าแม่เขาเลย แล้วก็ดีกว่ามีแฟนผู้ชาย แต่บางทีเขาก็พูดออกมาเหมือนกันว่าบ้าหรือเปล่า มีการด่าฝากลูกมา แต่ถึงที่สุดแล้วเขามายุ่งกับชีวิตฉันไม่ได ้ดั้งนั้นไม่ว่าเขาจะดีหรือร้ายยังไงก็ตาม ไม่ใช่เรื่อง ที่ฉันต้องมานั่งใส่ใจว่าเขาคิดยังไง
แต่ตอนนี้ยอมรับว่าฉันไม่มองผู้ชายเลย เจอผู้ชายหล่อไม่สนไม่มองเลย
แต่ถ้าเจอทอม..แฟนคนใหม่ยังว่าฉันเจ้าชู้เลย ฉันมองทอมเหมือนกับว่าเขาเป็นเพศตรงกันข้ามกับฉัน ไม่ใช่ผู้หญิงเหมือนกัน แต่ก็ต้องเป็นทอมเท่านั้น
ฉันไม่ชอบคนที่เป็นได้ทั้งดี้และทอม ขนาดทอมผมยาว ฉันยังไม่ชอบ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นยังงั้น ฉันคิดว่าเขาน่าจะเป็นตัวแทนผู้ชาย อย่างตอนนี้มีคนหนึ่งมาชอบ ผมยาวสวยมาเชียว ฉันก็บอกไปเลย ว่า..เดี๋ยวเธอก็มีสามี คือกลัวว่าเขาจะไปแต่งงาน เพราะถ้าเป็นทอมแนวโน้มที่จะไปแต่งงานกับผู้ชายมันยากกว่า
จากประสบการณ์ที่ฉันผ่านมา จากมีเพื่อนเป็นทอม มีแฟนเป็นทอมมา พบว่าทอมจะเป็นตัวของตัวเองมากกว่า แล้วผู้หญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไปมีสามี ไปมีผู้ชายเนี่ย มันอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน เพราะผู้ชายก็ไม่ชอบผู้หญิง ที่เข้มแข็ง แล้วคนเป็นทอมก็ไม่ชอบให้ใครบงการชีวิตเขา เขาต้องการที่จะเป็นฝ่ายนำ เป็นช้างเท้าหน้า เป็นฮีโร่มากกว่า
ฉะนั้นอัตตราที่ผู้หญิงที่จะไปหักอกทอมเนี่ยจะมีมากกว่า ในขณะที่ทอมจะเปลี่ยนใจไปมีสามียาก อาจจะมีไม่เถียง แต่...ยากกว่า ฉันเลยเกิดความรู้สึกว่า ยิ่งมีบุคลิกเป็นทอมมากเท่าไหร่ฉันยิ่งชอบ เท่านั้นเพราะอัตราที่จะทำให้ ผิดหวังนี่มันจะน้อย
ส่วนกับทางบ้านครอบครัวญาติพี่น้องของฉันนั้น เขาไม่เคยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คิดว่าเขารู้เพราะสนิทกันมาก แต่ไม่มีใครมาพูดทำนองว่าทำไมถึงสิ้นคิด
เมื่อตอนที่ยังอยู่กับแฟนคนแรก แม่ฉันก็พาไปกินโต๊ะจีน ทำนองดูตัว ฉันก็ไป ไปแล้วฉันก็ไปกินลูกเดียว ไม่สนใจว่าใครจะดูใคร พาแฟนไปบ้านก็เคย แต่ไม่เห็นเขามีปฎิกริยายังไง เห็นแต่ไม่พูด
แต่สำหรับแม่ ฉันคิดว่าแม่ชอบนะ แม่ยังบอกว่า ทำไมไม่พาเพื่อนคนนั้นมาอีกล่ะ กับพี่น้องก็ไม่มีอะไร เขาก็คงคิด ได้ล่ะว่า เราอยู่ของเราได้ การที่จะเลือกคบใครก็เป็นสิทธิของเขา การที่จะเปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพศเดียวกัน ก็ไม่เป็นเรื่องแปลก
ฉันคิดว่าคนที่เขาเข้าใจและใจกว้างเห็นโลกมามากก็ยังมีอยู่ คือคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา และชีวิตก็เป็นชีวิตของเขา ทุกวันนี้เขาเลี้ยงตัวเขาได้ เลี้ยงชีวิตเขาได้ ไม่เคยทำให้ทางบ้านเดือดร้อน
นั่นย่อมหมายความว่าชีวิตของเขาก็เป็นชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง และน่าภาคภูมิใจไม่น้อยไปกว่าชีวิตไหนๆบนโลกนี้เลย.
*ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารอัญจารีสาร ของกลุ่มอัญจารี องค์กรสนับสนุนและปกป้องสิทธิคนรักเพศเดียวกัน
บรรณาธิการ โดย มีนา รักชีวัน