![]()
เรื่องของเรา
![]()
เรื่องของนพนิต
ฉันมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ภาษาฮินดีเรื่องหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้..หนึ่งในตัวละครเอกพูดขึ้นมาว่า
"ความรักก็เป็นแค่การทำงานของฮอร์โมน.."ฟังเผินๆช่างดูหยาบ ดูเหมือนคนพูดไร้อารมณ์ละมุนละไมอย่างไรชอบกล แต่มันก็ทำให้ฉันอดฉุกคิด.. และหวนนึกถึงเรื่องหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้
ก่อนหน้านี้ ฉันเคยมีแฟนประสาเด็กๆมาก่อน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าให้ขนม เขียนจดหมาย มอบของขวัญในโอกาสพิเศษ และคุยโทรศัพท์แม้กับแฟนสมัยเด็กคนนั้น.. เราจะมีโอกาสใกล้ชิดกันเพราะอยู่โรงเรียนประจำแต่ฉันก็ไม่กล้าเริ่มทำอะไร เพราะฉันไม่แน่ใจ.. และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
คืนหนึ่ง ด้วยความกล้าหาญที่สุด
ฉันก็ทำได้แค่ขึ้นไปนอนทาบบนตัวเด็กสาวคนนั้น..แล้วก็กลิ้งลงมา เสียหน้าไหมล่ะ เมื่อเธอเอาไปบอกใคร ต่อใครว่าฉันน่ะขี้อาย!
เอาเถอะ..หากว่าสิ่งที่เกิดเพราะฮอร์โมนถือว่าเป็นความรักได้ ความรักประเภทนั้นของฉันก็คงเกิดขึ้นใน
กลางปี 2539ฉันกำลังอยู่ในชั้นมัธยมปีสุดท้าย สนุกเต็มที่กับชีวิตนักเรียน.. ไม่ได้เครียดกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากนัก..
เพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีที่เรียนจนได้ จะเอาอะไรนักหนาขณะที่ฉันตามเกี้ยวเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่ง.. ซึ่งน่ารัก นิสัยดี เรียบร้อยฉันก็รู้สึกได้ว่า เพื่อนของเด็กสาว ที่ฉันตามเกี้ยวนั้น มักจะมองฉันด้วยสายตาแปลกๆเหมือนอยากรู้อยากเห็น และต้องการความสนใจจากฉันหน่อยๆ
และนั่น.. คงเป็นจุดเริ่มต้น
จนฉันรู้ตัวว่าคงเกี้ยวเด็กสาวน่ารักแสนดีคนนั้นไม่สำเร็จ.. ฉันก็ถอยทัพ เก็บเรื่องความรักใส่กระเป๋าหลัง กลับมา เฮฮาประสานักเรียนต่อแล้วตอนนั้นเอง.. ที่เพื่อนในกลุ่มเดียวกับเด็กสาวคนนั้น เริ่มได้คุยกับฉันมากขึ้นเราคุยกันเรื่องเพลง เรื่องนักร้อง ที่ชอบ เรื่องสัพเพเหระ..
ก่อนปิดเทอมหนึ่ง ฉันขอเบอร์โทรศัพท์เธอ.. จะได้เอามาโทรคุยด้วยยามว่างท่าทางเธอ เขินๆอย่างไร พิกลตอนบอกเบอร์ฉัน และมองฉันตลอดเวลาที่ฉันก้มจดเบอร์นั้นในสมุดโทรศัพท์เล็กๆแม้จะไม่มีคำพูด ไม่มีการแสดงออก..
แต่ฉันรู้ว่าอะไรบางอย่างเริ่มขึ้นแล้ว..ฉันอาจจะยังไม่ได้ชอบเธอ.. แต่ฉันก็สนุก.. กับการที่รู้สึกว่าได้มีใครสักคน เอาไว้ให้ฉันได้มอง ได้ส่งสายตาด้วย..
หลังจากคุยโทรศัพท์กันบ่อยมากช่วงปิดเทอม.. คืนหนึ่งเธอก็บอกว่า"ฉันชอบเธอ"
แต่ฉันบอกว่า "เราเป็นเพื่อนกันดีกว่า" ก็ฉันยังไม่ได้นึกชอบเธอนี่นะ
แล้วหลังจากนั้นพอเปิดเทอม.. เธอก็ไม่ยอมมองหน้าฉัน
เย็นวันหนึ่ง ฉันพบเธอเดินอยู่กับเพื่อน.. น้ำตาคลอ ฉันเดินเข้าไปหา.. แต่เธอเดินหนี คืนวันนั้นเอง ที่ฉันตัดสินใจ โทรไปหาเธอใหม่..จะเป็นเพราะน้ำตาเธอ เพราะใจของฉันที่อ่อนลง นึกสงสาร หรือเพราะเหตุผล ทุเรศๆ อะไรก็แล้วแต่..
เราคุยกัน.. และตกลงคบกันนับแต่นั้น
ถ้ามันคือชีวิตรัก.. เรื่องของเราก็คงเป็นชีวิตรักที่เกรี้ยวกราด ยามจะเอาใจใส่กัน ก็หวานน่ารักเหมือนน้ำตาล ในโถ..แต่พอทะเลาะ พอโกรธกัน.. ก็ทำเหมือนเป็นศัตรูกันมาสักร้อยปีส่วนมาก.. เพราะความปากเสีย เจ้าอารมณ์ ของฉันเอง และบางที.. เธอเองก็ใช่ย่อย แต่นับวัน.. จากที่ไม่เคยคิดว่าเธอน่ารัก น่าสนใจ น่าเอ็นดูตรงไหน.. ฉันก็ กลับหลงรักเธอทีละนิด.. ทีละนิด.. และรู้สึกขึ้นมาเอง.. ว่าคงขาดเธอไม่ได้แน่
ที่ระเบียงหน้าห้องเรียน.. ยามเช้าตรู่ไม่มีใคร..ฉันดึงเธอมาจูบที่ริมฝีปากเบาๆ เล่นเอาเธออายม้วน ด่าฉันเปิง และงอนไปหลายชั่วโมง..
และตอนที่เพื่อนในห้องกำลังแสดงละครบนเวทีที่ห้องประชุมฉันก็อยู่กับเธอที่มีหน้าที่จัดแสงในห้องเล็กๆนั่น เมื่อละครจบ.. ขณะที่ใครต่อใครกำลังเดินออกจากห้องประชุมไปฉันจับเธอไว้ไม่ยอมให้ไปไหน.. แล้วฉันก็ รุกรานกลีบปากอิ่ม.. ฟันขาวซี่เล็กๆทีเรียงเป็นระเบียบนั่น.. เข้าไปลิ้มรสความอุ่นชื้นของปลายลิ้นเธอได้.. เสียง ฝีเท้านักเรียนนับร้อยคู่ที่ดังอยู่ข้างนอก..ยังไม่หายไปจากความทรงจำ
ก่อนหน้านั้น ฉันไม่เคยสนใจใคร่ลองเรื่องสัมผัสใกล้ชิดแบบนี้แต่พอเริ่มแล้ว..มันยากที่จะหักใจไม่คิดถึง ทุกเย็น ที่เราต้องแยกจากกัน.. ฉันจะกลับไปคิดต่อ จินตนาการต่อ.. ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกระหว่างเรา ฉันอยากรู้ อยากค้นหา อยากอยู่ใกล้เธอ.. อยากสำรวจเธอ.. ไม่ให้มีที่ไหนที่รอดสายตาฉันไปได้อีกเลย
ฉันดึงเธอเข้าไปในห้องน้ำห้องเดียวกันยามที่ไม่มีใครเห็น..ทั้งจูบ.. ทั้งกอด..ปลดกระดุมเสื้อนักเรียนออก.. เลิกเสื้อ ทับของเธอขึ้น..มือเกาะเกี่ยวไปทั่ว.. รุดไปแตะต้องเนินเนื้อบอบบางที่เพิ่งผลิบาน.."จะไปไหน.." ฉันถาม "อีกข้างก่อนสิ.."
"มีไปข้างเดียว.. เดี๋ยวก็เหงาหรอก.." ฉันหมายถึงรอยจูบแดงๆที่ฉันเฝ้าเพียรฝึกมากับข้อมือจนสำเร็จ และบัดนี้มันอยู่บนอกข้างหนึ่งเธอ..
"นะ.. อีกข้างนะ.."
ในโรงภาพยนตร์ แทนที่มือจะอยู่ในถุงข้าวโพดคั่ว.. แต่มือฉันกลับอยู่ในเสื้อนักเรียนเธอ.. เสียดายจริงๆสมัยนั้น ไม่มีโรงภาพยนตร์ที่มีเก้าอี้พิเศษ.. แบบที่ให้คู่รักนั่งติดกันโดยไม่มีที่วางแขนคั่นได้ ไม่อย่างนั้น.. คง
แน่ล่ะ.. ฉันหลงเธอเป็นที่สุดมือฉันกับตัวเธอห่างกันนานเป็นไม่ได้ จากที่ฉันเคยเป็นเด็กสุภาพ ค่อนข้างเรียบร้อย.. แต่พอฮอร์โมนเริ่มทำงานเท่านั้น..ฉันก็บ้าบิ่นได้ชนิดที่ตัวเองยังแปลกใจ"ทำอะไรกันคะ" เสียงคุณครูเวรดังแหลมขึ้นมา เมื่อเห็นฉันยืนประกบเธอ.. ซึ่งหลังติดฝาห้องเรียน
"คุยกันเฉยๆค่ะ"ฉันหันไปตอบหน้าตาย
แทนที่จะสนใจเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนคนอื่นใจฉันกลับกระหายใคร่รู้.. อยู่แต่กับเธอ มันเหมือนกับยาเสพติดดีๆนี่เอง..
แล้วระหว่างที่ฉันกำลังหลง.. กำลังมัวเมาอยู่กลางห้วงอะไรที่บ้าคลั่งนั่นฉันก็ไม่รู้ตัวเลย ว่าเธอกำลังปลีกห่าง ออกไปทีละนิด ที่เคยคิดว่าหวาน.. ก็กลับชืดชาดวงตาที่เคยมีแววลับลมคมนัย แลกความลับระหว่างกัน..คู่หนึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นเมินเฉย..ขณะที่อีกคู่หนึ่งหมองลงเรื่อยๆ.. และกำลังจะรื้นด้วยน้ำตา
"ทำไม?" ฉันถาม นี่คือความรักครั้งแรกของฉันนี่คือครั้งแรกที่ฉันได้ใกล้ชิดใครถึงขนาดนี้ เธอบอกว่าชอบฉัน.. แล้วตอนนี้เธอจะไปไหน
"มันมากไป.." เธอบอก "ฉันจริงใจกับเธอนะ แต่ฉันไม่ได้จริงจัง"
ฉันฟังเงียบๆ
"ฉันอยากให้เธอมีอนาคตที่ดี เธอควรจะนึกถึงแม่ เธอควรจะโตขึ้นเป็นผู้หญิงที่ดี มีสามี มีครอบครัว"
พล่ามอะไรออกมา เมื่อหลายเดือนก่อนยังจะเป็นจะตาย.. ที่ฉันไม่รับรักแล้วนี่?
"เราเป็นเพื่อนกันดีกว่า"
และนั่นมันก็คำพูดของฉันที่เคยบอกเธอ อย่ามาโกหก อย่ามาพูดเอาความปรารถนาดี มาอ้างหน่อยเลย.. เธอนั่นล่ะ..
ที่อยากจะมีผู้ชายที่อยากจะลองกับผู้ชายผู้หญิงด้วยกันยังให้ได้ขนาดนี้ ทำให้รู้สึกดีถึงขนาดนี้..เธอก็ย่อมอยากแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าใช่ไหม?
ดีกว่า..ฉันขอให้เธอโชคดี ถ้าอย่างนั้น
แล้วฉันก็หันหลังจากมา..ไม่เหลียวกลับไปมองอีก
นอน นอน นอน.. ฉันเอาแต่หลับใหล อยากจะลืมว่าโลกแห่งความจริงมันคืออะไรที่เคยคิดว่าฉันไม่ได้รักเธอ ไม่ได้คิดอะไรด้วย.. ตอนนี้ ฉันถึงเพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมาฉันเป็นฝ่ายให้โดยไม่ระวังปล่อย ให้เธอตักตวงจากฉัน จนมีความสุข เติมความมั่นใจ ความเคารพนับถือต่อตัวเองให้เธอจนล้น..จริงจัง.. แต่ไม่จริงใจงั้นหรือ? หมาที่บ้านฉัน.. ยังจะหาข้ออ้างได้ดีกว่าเธอ และฉันก็จะเชื่อนัยน์ตาซื่อๆของมันมากกว่าคำพูดที่พยายามปั้นแต่งของเธอด้วย แม่คนจริงจัง..
เป็นปี.. ที่ฉันโกรธ ฉันแค้นหากฉันไม่เห็นแก่น้ำตาของเธอในวันนั้น.. ฉันก็อาจไม่ต้องเสียน้ำตาของตัวเองแต่จะทำอะไรได้..นึกย้อนไป.. ก็ยิ่งเสียดาย ที่ความรักครั้งแรกของฉันทรามได้ถึงขนาดนั้น.. และเกิดขึ้นกับคนที่ไม่สมควรได้รับมันเลยสักนิด
ช่างเถอะ..ถึงอย่างไรเสีย..
"คิดอะไรอยู่คะ" เสียงคุ้นหูที่คอยปลอบประโลมฉันอยู่เสมอ ดังขึ้นมาข้างๆ
"หนังเลิกแล้ว.. ไปไหม"
ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆตามคนข้างๆ
"ดีเหมือนกันนะ หนังเรื่องนี้" เธอเปรยขึ้นมา "เป็นอะไรรึเปล่า?"ฉันมองเธอเฉย ไม่ตอบ หยุดยืนตรงนั้น ขณะที่ใครต่อใครพากันเดินออกไปจากโรงหนัง
เธอสบตาฉัน
"ไม่จริงใช่ไหม? ที่ความรักเป็นแค่ฮอร์โมน?" ฉันถามลอยๆ
เธอยิ้ม "สำหรับบางคนเท่านั้นล่ะมั้งคะ.."
หรืออาจจะแค่บางช่วงของชีวิตคนคนหนึ่ง.. ฉันคิด
มือบางๆเอื้อมมาแตะแขนฉัน "ไปกันเถอะค่ะ ไปหาอะไรทานกัน หิวแล้ว"
ฉันเดินไปข้างๆผู้หญิงคนนั้น..คนที่ฉันรัก.. แน่ใจว่ายังไงก็รัก แม้พระเจ้าจะไม่ให้ฉันเกิดมามีฮอร์โมน มีความปรารถนา หรือความต้องการทางกายก็ตาม คิดอย่างนี้แล้ว..ฉันก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก..ที่ฉันคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนอยู่มัธยมปลายนั่น.. คือความรักมันไม่ใช่เสียหน่อยมันก็เป็นแค่การสนองความอยากรู้อยากเห็นที่เกิดจากแรงดันของฮอร์โมนเท่านั้นเอง
และที่ฉันคิดว่าอกหัก..จริงๆแล้วก็เป็นแค่การที่เด็กคนหนึ่งไม่ได้ดั่งใจ ไม่ได้เป็นผู้ชนะเท่านั้นเองตอนนั้น.. เราก็คงแค่หลอกใช้กันและกัน สนองความต้องการมีคู่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่รู้ตัวไม่ใช่รัก ไม่ใช่ผูกพันไม่ใช่แก่นสารของชีวิตที่ควรค่าแก่การเก็บมาเจ็บแค้น..หรือจดจำ
ความรักครั้งนี้ที่เกิดขึ้นใหม่และกำลังเบ่งบาน.. เป็นแค่ฮอร์โมนรึเปล่า?ฉันนึกสงสัยอีกครั้ง"ยังจะยิ้มคนเดียวอยู่อีก" เธอพูด ลดเมนูลง มองหน้าฉันอย่างสงสัยนิดๆ แล้วแววตาของเธอ.. ก็เป็นคำตอบ
ให้ฉันไม่ใช่สินะ.. คราวนี้.. ฉันคงมีความรักที่เป็นตัวตน.. ความรักที่ดีเสียที
...และไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่เกิดจากฮอร์โมน