เรื่องของเรา

เรื่องของนัท

 


ตั้งแต่เด็กแล้วแหละที่รู้ตัวว่าชอบผู้หญิง สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมเรียนโรงเรียนสตรี เริ่มปิ๊งเพื่อนในห้องเรียนเดียว กันตั้งแต่ชั้นป.3 แต่ไม่ได้แสดงออกนะ เพียงแต่จะเข้าไปสนิทกับเขา อยู่ใกล้ๆเขา แค่นี้ก็มีความสุขแล้วแหละ

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ขึ้นมัธยม ต้องย้ายไปโรงเรียนสหศึกษาประจำจังหวัด ก็เริ่มมีเพื่อนผู้ชาย ก็ไม่ได้เกลียดนะ คบได้ แล้วก็ยังสนิทพอสมควรอยู่หลายคนช่วงนี้จะปิ๊งเพื่อนแบบปีละคนเชียว แต่ก็ยังไม่แสดงออกอยู่ดี จะเป็นลักษณะคบด้วย สนิทสนมด้วยเป็นพิเศษเท่านั้น

ก็มีนะที่บางคนไปมีแฟน เราก็ได้แต่ซึมคล้ายคนอกหัก แต่เค้าไม่รู้หรอก เพราะจะบอกตัวเองตลอดว่าเรา เป็นผู้หญิงนะ ชอบกันจริงจังไม่ได้ มันผิดธรรมชาติ

ก็มีบ้างเหมือนกันที่เจอเพื่อนมันแซวว่าเป็นทอมรึเปล่าวะ ก็จะเถียงเขาเบาๆ ว่าไม่ใช่ รู้ทั้งรู้ว่าใจของเราเป็น แต่ก็ยังกลัวปฎิกริยาของสังคมอยู่มาก อย่างน้อยการปฎิเสธของเรา ก็คงป้องกันเราได้ชั้นหนึ่ง

เข้ามหาลัยปี 1 ต้องย้ายตัวเองจากเด็กบ้านนอกมาอยู่กรุงเทพ ก็มาพักอยู่กับพี่สาวแท้ๆ ที่ค่อนข้างจะระเบียบ จัดไปซักนิดนึง ปีแรกก็ปิ๊งเพื่อนร่วม sec เลย ผู้หญิงคนนี้เป็นคนแรกที่ทำให้เรารู้จักคำว่า "หลง" เพราะช่วงนั้น หลงเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตาเลย ไม่สนใจว่านิสัยเขาจะเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าไม่ว่าเขาจะทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร ก็จะดูดีดูน่ารัก และถูกต้องไปหมดซะทุกอย่าง วันๆ ก็ไม่เป็นอันเรียน คอยแต่จะเดินตามเขา โทรหาเขา คิดถึงเขาตลอดเวลา

แล้วผลตอบแทนที่เราได้ก็คือ ความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ (เขาเป็นเจ้าของเราไม่ใช่เราเป็นเจ้าของเขานะ) เขาไม่เคยแคร์ หรือใส่ใจเราเลย ถ้ามีเพียงใครสักคน ที่เขาสนใจผ่านมา เขาก็จะไปกับคนนั้น โดยที่ลืม ไปว่านัดเราไว้ ครั้งแล้วครั้งเล่า จบลงตรงที่คำขอโทษ

ที่แย่ไปกว่านั้น ช่วงที่เราคบเขา คอยห่วงใยเขา คอยพะวงเรื่องของเขา ผลการเรียนของเราตลอด 4 เทอม
ต่ำกว่า 2 เราเริ่มเครียด เริ่มรู้สึกผิด เสียใจ ที่ตัวเองเป็นอย่างนี้ ผิดหวังที่เขาไม่เคยเห็นความสำคัญของเราเลย

ปิดเทอม เรากลับต่างจังหวัด เขาไม่เคยติดต่อเราเลยสักครั้ง กลางวัน เราเล่น เราหัวเราะได้อย่างสนุกสนาน กลางคืนเรานอนน้ำตาไหลคิดถึงเขาทุกคืน

ตลอดช่วงที่ปิดเทอมนั้น เรื่องเกรดว่าเครียดแล้ว ก็ยังน้อยกว่าความเสียใจที่เสียความรู้สึกต่อเขา มันเป็น ปิดเทอมที่ยาวเหลือเกิน เรานั่งคิดนอนคิด ในเมื่อเขาไม่แคร์เรา เราจะอาลัยอาวรณ์กับเขาทำไม ลอง ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเรา เป็นอะไร เกิดจากอะไร เราผิดที่เราไปรู้จักเขา เราผิดที่เรายอมเขา เราผิดที่ ไม่มีศักดิ์ศรีในสายตาเขา อยู่กับเขาเราเป็นแค่สัตว์เลี้ยงเชื่องๆที่รอเขากระดิกนิ้วเรียกเท่านั้นเองพอแล้ว

คิดกับตัวเองตอนนั้น เรายังมีอนาคตเทอมนี้ (ปี3 เทอม1) ถ้าดึงเกรดให้ถึง 2 ไม่ได้รีไทร์แน่ เตี่ยเราแม่เราจะ เสียใจขนาดไหน แล้วตัวเองล่ะ อนาคตจะอยู่ตรงไหน

โชคดีปี 3 แยกเมเจอร์กัน และเขากับเราก็อยู่คนละเมเจอร์ ถ้ามีวิชาที่ต้องเรียนด้วยกัน เราจะเลี่ยงโดยเข้าห้อง พร้อมอาจารย์ และนั่งให้ไกล หมดชั่วโมงก็ต้องออกให้เร็วที่สุดวิธีนี้ได้ผล เราเริ่มห่างกัน เริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น หลุดจากความหลงในตัวเขาไปได้

มีบ้างที่เขาพยายามมาถาม มาชวนไปไหนต่อไหนด้วยกัน เราก็ปฏิเสธทุกครั้ง เทอมนี้ต้องทำเกรดท่องไว้ในใจ อย่างนี้ตลอด เราเริ่มมองหาเพื่อนเรียน จนเจอ แล้วน่ารักมาก เป็นเด็กเรียนซะด้วย เราก็เริ่มทำความรู้จักกับกลุ่ม ของเธอคนนี้ทันที ได้ผลการเรียนของเราเทอมนี้สามารถฉุดเกรดเฉลี่ยทั้งหมดขึ้นมาได้เป็น 2.1 เราเริ่มสนิท กับเธอคนนี้มากขึ้น เริ่มแอบรักเธอ การเรียนดีขึ้นตามตามลำดับ จนกระทั้งปี 4 เทอมสุดท้าย เราก็ตัดสินใจ คุยกับเธอตรงๆ

"เราชอบเธอนะ ชอบแบบผู้ชายชอบผู้หญิง แต่เราไม่ต้องการเป็นแฟนกับเธอ เพราะว่ามันผิดธรรมชาติ ผิดปกติสังคม แล้วแก่ตัวลงก็จะลำบาก"

ที่พูดไปเพราะเราคิดอย่างนั้นจริงๆ ในตอนนั้น พอเรียนจบ เธอจะไปเรียนต่อที่อเมริกา เธอชวนเราไปด้วย เราอยากไปแต่เราไม่มีปัญญาไป เราปฏิเสธเธอ เราต้องทำงานต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะเราโตแล้ว เตี่ยกับแม่ลำบากมามากพอแล้ว เราปล่อยเธอไปอเมริกา ต่างบ้านต่างเมืองเพียงลำพัง

เรารักเธอนะ แล้วเราก็ห่วงเธอมากด้วย ใจหายวูบตอนเธอจะไป แต่จะทำไงได้ล่ะหลังจากเธอไป เราสมัคร เข้าทำงานในโรงงานย่านรังสิตแห่งหนึ่ง ที่นี่เราพบว่าพนักงานกว่า 90% เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะ แผนกที่ เรารับผิดชอบ เป็นผู้หญิงทั้งหมด

ด้วยความที่มาใหม่ เราก็พยายามที่จะเข้าสังคมให้มาก จนเราได้รู้จักน้องคนหนึ่ง ดูซื่อๆ สดใส น่ารัก ท่าทางจะคบง่าย ชอบนิสัยของเขามากตลอดเวลาก็ไม่ได้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นทอม

มีวันหนึ่งพี่สาวจะไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนที่บริษัท ต้องอยู่บ้านคนเดียว คิดแล้วก็เหงาพิลึก ว่าแล้วก็ชวน น้องไปนอนเป็นเพื่อนดีกว่า พอชวนปุ๊บน้องก็รับปากปับทันที ดีเหมือนกันไม่เรื่องมาก พอเลิกงาน เรากับน้องก็กลับบ้านด้วยกัน กลับถึงบ้านเราให้น้องอาบน้ำก่อน แล้วเราก็อาบทีหลัง พอเราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ น้องยังปะแป้งไม่เสร็จเลย เราก็เลยแหย่เล่นๆว่า จะปะแป้งให้ใครดม

เค้าก็หันมาตาเขียวเลยนะ"จะดมเอง"

จากนั้นก็ปิดไฟนอน ยังไม่ทันได้นอน แอร์เจ้ากรรมก็ทำพิษ คือไม่ยอมตัดไฟ ตัดอุณหภูมิ เลยทำให้ อุณหภูมิห้องตกมาต่ำมาก เจ้าประคุณเอ๋ย หนาวมาก จะไปปิดแอร์ก็ร้อนเหลือเกิน เอาวะ นอนห่มผ้าล่ะกัน แต่ไม่ยักจะหายหนาว ตัดสินใจเขยิบเข้าใกล้น้อง ขอนอนกอดหน่อยได้ไหม

เท่านั้นแหละ ความเป็นทอมก็ทะลักทะล้นออกมา ความเป็นสุภาพชนก็พังทลายไป น้องตกใจมาก แต่สู้เราไม่ได้ จนทุกอย่างผ่านไป ตื่นขึ้นมาได้สติ เสียใจมาก เครียด คิดถึงเธอคนนั้น ถ้าเธอรู้เธอจะว่าไง เป็นคำถาม ที่วกวนในใจทั้งวัน เธอคงเข้าใจเรา

น้องผู้หญิงเป็นคนแรกของเรา และเราก็เป็นคนแรกของเขา บอกกับตัวเอง ทุกสิ่งมันเกิดขึ้นแล้วจากตัวเรา เราต้องรับผิดชอบ แต่ก็ยังไม่บอก ไม่เปิดเผยกับที่บ้าน เราชวนน้องมาค้างกับเราทุกสัปดาห์ จนพี่สาวเริ่มสงสัย และที่สุดเขาก็จับได้ เราตัดสินใจอยู่นาน ว่าจะเลิกหรือเลือกน้องผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตด้วยความบังเอิญ

พยายามทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเรา

ที่สุดเราเลือกที่จะไปใช้ชีวิตกับน้องที่หอพักของเขาเกือบปี วันหนึ่งแม่โทรศัพท์มาที่แผนกบอกว่าพ่อป่วยหนักอยู่ห้อง iCU ต้องผ่าตัดสมอง พอรู้สภาพของบ้านที่ต่างจังหวัดโดยละเอียด เราตัดสินใจลาออก เพื่อกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ทันที น้องของเราไปส่งเรา เราตกลง

ทันทีที่เราสองคนเข้าบ้าน พอแม่เห็นน้องแม่ว๊ากใส่ทันที แม่กล่าวหาว่าน้องทำให้เราเป็นอย่างนี้ เราพยายามอธิบายให้แม่รู้ว่า ถึงไม่ใช่น้อง ชีวิตเราก็ต้องมีผู้หญิงอื่นอยู่ดี เตี่ยยังอยู่ห้องICU เราจึงบอก ให้น้องกลับกรุงเทพไปก่อน

เรารู้ว่าแม่เสียใจ และเสียใจมาก ด้วยอาจเป็นเพราะก่อนหน้าที่เราจะมีน้องในชีวิตเราไม่เคยแสดงออกว่าเป็นทอม เราปิดตัวเองมาตลอด และเคยตั้งใจว่าจะปิดตัวเองตลอดไป แม่รับไม่ได้ เราเข้าใจ

แม่ห้ามเด็ดขาดไม่ให้เราติดต่อกัน แต่มันเป็นไปไม่ได้แล้ว เรามีอะไรกันแล้ว และเราก็รักเขาแล้ว ไม่ใช่แค่ตั้งใจรับผิดชอบเหมือนแต่ก่อน เราแอบติดต่อกัน แรกๆ ก็มีบ้างที่น้องโทรมาที่บ้านแล้วแม่เป็นคนรับสาย แม่กระแทกหูโทรศัพท์ทันที

ถึงจะอย่างไรเราก็แอบนัดเจอกันจนได้ โดยการอ้างว่าไปเอาเอกสารที่กรุงเทพบ้าง ไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าบ้าง แรกๆ แม่ก็เชื่อ นานเข้าแม่ชักสงสัย ทำไมมีธุระเกือบทุกเดือน แล้วเวลาเข้ากรุงเทพ ทำไมไม่พักกับพี่สาว

ที่สุดแม่ก็จับได้อีก แม่โกรธมาก แม่ร้องไห้ แม่ให้เราเลือกระหว่างแม่กับผู้หญิงคนนั้น เราเลือกไม่ได้ เราเสียใจ เราสับสน ทำอะไรไม่ถูกเลย เรารักแม่ เรารักเตี่ย เตี่ยเป็นอัมพฤกษ์ หลังจากผ่าตัด

ตลอดเวลาที่เรากลับมาอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด เรารับผิดชอบกิจการทุกอย่าง หน้าที่ไม่เคยปกพร่อง แล้วทำไมกับการ ที่เราจะมีคนรักเป็นผู้หญิงด้วยกัน ถึงเป็นความผิดฉกรรจ์นัก

เราไม่เข้าใจว่าแม่ที่เคยรักและตามใจเราเกือบทุกอย่าง ทำไมถึงไม่พยายามเข้าใจความรู้สึกของเราเลย
เราบอกแม่ขอปิดร้าน

ความสับสนมันพาวนไปถึงเธอคนนั้น ที่อยู่ไกลเหลือเกิน ถ้าจะเลิกกับน้อง ก็คิดว่าเค้าผิดอะไร มันวกวนตลอด ตอนเช้าก็ต้องรีบกลับก่อนเพราะเพื่อนติดงานที่บริษัท แต่ยังไม่ได้กลับบ้านนะ เดือนนึงเต็มๆที่ไม่เข้าบ้านเลย ที่ร้านก็ไม่ได้เปิดเพราะไม่มีคนทำงานแทนเรา

ในที่สุดแม่ก็ให้น้องชายตามหาเรา แล้วก็บอกว่าแม่ยอมแล้วยอมที่จะให้เราคบกับน้อง เอาน้องมาอยู่ด้วยก็ได้

เท่านั้นแหละความกังวลปัญหาทุกอย่างที่สุมมาตลอดเดือนก็พังทลายไป เราเริ่มคิดถึงเรื่องใหม่ๆ เรื่องที่เรา จะต้องเปิดตัวเอง เรื่องที่เราจะอยู่กับน้องเป็นคู่ชีวิตกัน สังคมต่างจังหวัดเป็นสังคมที่ค่อนข้างแคบ มันต้องมีสายตา แปลกๆและเสียงซุบซิบแน่ๆ

เราจะทำยังไงเพื่อที่จะลดแรงกดดันตรงนี้ คิดแล้วเราก็มองเห็นแต่เรื่องความมั่นคงทาง เศรษฐกิจเท่านั้น ที่จะผ่อนแรงกดดันเหล่านี้ได้

เราจึงรวบรวมเงินเก็บและสมบัติที่พอมี พร้อมกับคำนวนรายได้ต่อเดือน ตัดสินใจดาวน์บ้านและรถยนต์ เรียกน้องมาคุย เราจะอยู่ด้วยกันนะ เราต้องสร้างฐานะด้วยกัน มันลำบากและก็จุกจิกด้วย ตกลงมั้ย น้อง ok
เราพอใจ พอเราเริ่มมาอยู่ด้วยกันใหม่ๆ ก็เป็นไปตามที่คิด มีสายตาแปลกๆ มองอยู่ตลอดเวลา

แต่เราก็รู้ มีความทึ่งปนอยู่ในสายตาเหล่านั้นด้วย เราภูมิใจ ที่สามารถเริ่มต้นสร้างอนาคตระหว่างเรากับน้องได้ ในขณะเดียวกัน ก็ลดความสนใจจากสังคมได้ด้วย

สำหรับแม่ พอได้สัมผัสความสัมพันธ์ระหว่างเรากับน้อง สายตาที่มองน้องก็อ่อนลง แม้จะไม่สนิทใจมากนัก แต่เรามั่นใจว่าอีกไม่นานน้องจะเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเรา เป็นลูกของแม่โดยสมบูรณ์

สำหรับเธอคนนั้น จะอยู่ในใจของเราในฐานะเพื่อนตลอดไป

จากอุปสรรคที่เราเจอแม้จะไม่หนักหน่วงเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่ก็มีคุณค่าสำหรับชีวิตคู่ของเราตอนนี้ชีวิตของ เราถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้น ขอให้เพื่อนๆ ช่วยส่งกำลังใจให้ด้วยนะ

ส่วนเพื่อนๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราก็ขอให้กำลังใจเช่นกัน ขอให้สู้ด้วยสติ แล้วสัก
วันหนึ่ง ภาพรวมของชาวหญิงรักหญิง ของเราควรจะถูกมองในแง่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม.