![]()
เรื่องของเรา
![]()
เรื่องของหยง
ฉันเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก ว่าเราแต่ละคนจะเริ่มจำความได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน อาจเมื่อมีอายุได้ 1 ปี หรือน้อย กว่านั้น หรืออาจมากกว่านั้น ฉันเพียงจำได้ว่าเมื่ออยู่ในวัยเด็ก ฉันอึดอัด ฉันอยากขยายใหญ่ โตไวๆ อิจฉาผู้ใหญ่ ไม่มีใครจู้จี้กับพวกเขา ไม่มีใครต้องตวาดให้เขาอาบน้ำ กินข้าว
ฉันรู้จักแม่ น้า และเพื่อนบ้าน ชีวิตมีเท่านี้ เขาว่ากันว่าแม่พาฉันหนีมาจากพ่อ พ่อฉันเป็นคนจีน ขี้เมา และเจ้าชู้ และฉันยังมีพี่สาวคนโต และพี่ชายอีกคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย เพราะสองคนนั้นแม่ทิ้งไว้กับพ่อ
แม่เป็นคนเชียงใหม่ เมื่ออยู่กินกับพ่อไม่นาน ก็ย้ายไปอยู่จังหวัดพ่อ และแม่ก็พบว่าพ่อแย่ลงเรื่อยๆ แย่จากการค้า ที่ล้มเหลว แย่จากเหล้าที่เขาดื่ม และแย่จากที่เขาเจ้าชู้
ลูกสามคนมีพี่เลี้ยง และเปลี่ยนบ่อยเพราะพ่อเข้าหาฉันรู้สึกไม่ดีต่อผู้ชาย และไม่อยากใกล้ชิดใครเลยที่เป็นผู้ชาย ซ้ำยังรู้สึกเหม็นเมื่อเฉียดกรายเข้าใกล้ผู้ชายสักคน ยิ่งถ้าเห็นเขาเปลือยเห็นขนหน้าอกด้วยละก้อ เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนั้นจะเผ่นไปนั่งอ๊วกอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ฉันโทษพ่อจนทุกวันนี้ เขาเป็นคนทำให้ฉันลืมตาขึ้นมาบนโลกนี้เพื่อพบว่าเขาแย่ และกระจายความรู้สึกนี้ไปยังผู้ชาย ทุกคน ตั้งแต่นั้นมาแม่และญาติข้างแม่ต่างกรอกหู ตอกสมองฉันด้วยวีรกรรมของเขา ฉันช่างน่าสงสารเหลือเกิน เส้นศรัทธาสามเส้น ที่คนเราควรจะมีต่อผู้หญิง ผู้ชาย และต่อตัวเอง มันเปื่อยกะรุ่งกะริ่งน่าเวทนา
ฉันไม่เคยพบเขาเลย แต่ถูกป้อนให้รู้สึกไปต่างๆนานา เมื่อฉันโตขึ้นสำนึกรู้ว่าเด็กเล็กๆนั้นน่าถนอมยิ่งนัก ถูกหล่อ หลอมจากทุกสิ่งทุกอย่างโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราจึงควรรอบคอบให้มากกับพวกเขา
แม่ฉันเป็นแม่ค้า ฐานะของเราธรรมดา แต่แม่สามารถเลี้ยงน้องสาวและส่งเรียนตัดผ้า ผ่อนบ้าน และส่งฉันเรียน โรงเรียนที่ค่าเทอมแสนแพง แม่เลือกให้ฉันเรียนโรงเรียนผู้หญิงล้วนเพราะแม่เกลียดผู้ชายกระมัง
เมื่อน้าไม่อยู่กับเราแล้ว แม่ก็รับลูกจ้างมาอยู่กับฉัน เป็นพี่เลี้ยง ฉันจะติดทุกคน เวลาที่พี่เลี้ยงลาออกหรือจากไปไหน ฉันจะรู้สึกเหมือนใจจะขาด ร้องไห้เหมือนฟ้าจะทลาย
อาจเพราะแม่เป็นผู้หญิงขี้หงุดหงิด หรือฉันเป็นเด็กนิสัยไม่ดีก็ไม่แน่ใจ หรือเป็นด้วยทั้งสองอย่างรวมกันแล้วหาร ครึ่งออกมาเป็นฉันและแม่ ไม่รู้สิ
ฉันไม่ติดแม่นัก แม่ไม่เคยอุ้มฉันเหมือนกัน แต่ต้องมีอุบายนิดหน่อยถ้าต้องการอย่างนั้น คือฉันจะต้องแกล้งหลับ หน้าโทรทัศน์นั่นล่ะ แม่ก็จะอุ้มไปนอน
แม่เป็นคนชอบแต่งตัว มีเสื้อผ้ามากมาย และชอบแต่งตัวให้ฉัน เมื่อฉันไปโรงเรียน ในชั้นเล็กๆฉันรู้สึกอายที่ต้อง ใส่กระโปรงสั้น มากมีกางเกงในฟูๆอยู่ข้างใน สายตาของแม่คงดูน่ารักกระมัง แต่การถูกเพื่อนล้อเลียนนี่สิ แม่กลับ ไม่เข้าใจอย่างที่ฉันเข้าใจ
ตอนเด็กๆฉันเป็นเด็กซนทะโมน ไม่กลัวฟ้า ไม่กลัวแดดทั้งนั้น เสาร์อาทิตย์ไม่เคยนิ่งเฉย เที่ยวลัดเลาะคูแม่ข่าด้อม หาปลาเจ็ดสีแสนมหัศจรรย์กับลูกสมุนข้างบ้านอีกโขลงใหญ่ แต่ไปทำท่าไหนไม่ทราบเกือบจมน้ำตายเสียแล้ว หัวปักลงไปหรืออะไรสักอย่าง แต่ผลก็คือโดนป้าข้างบ้าน แม่ของใครสักคนในกลุ่มตีเรียงกระดาน พอแม่กลับบ้าน ฉันก็ถูกรายงาน โดนซ้ำอีกรอบหนักกว่าใครๆ
เวลาตีแม่ไม่เคยยั้งมือเลย สีหน้าและแววตานั้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถ้าเห็นฉันตายลงกับมือแข็งแรงของเธอ ได้เธอคงพอใจ ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
ด้านหนึ่งของฉันเป็นเด็กสนุกสนานห้าวกล้า ไม่ว่ามีอะไรฉันอยู่ข้างหน้าเพื่อโดนก่อนและมากกว่าเสมอ ส่วนอีกด้าน ฉันมักนอนมองน้ำมองฟ้าได้ครั้งละนานๆ คิดถึงความเป็นผู้ใหญ่วันข้างหน้า และมีคำถามหนึ่งติดอยู่ในความเวิ้งว้าง เสมอว่าเกิดมาทำไมนะ เกิดมาเพื่อจะพบว่าทุกอย่างกระจัดกระจายอย่างนั้นหรือ มีพ่อมีแม่มีพี่ครบเหมือนคนอื่น แต่ไม่เหมือนตรงที่ว่าทุกคนต่างคนต่างอยู่
แม้ฉันจะอยู่กับแม่ แต่ก็ราวกับว่าฉันกับแม่ก็ต่างคนต่างอยู่นอกจากเวลาฉันไม่สบาย ฉันจะชอบใจที่สุด ภาวนาให้ ตัวเองไม่สบายบ่อยๆ หรือไม่ก็ไม่ต้องหาย เพราะแม่จะดูแลดีมาก ทำทุกๆอย่างให้ฉัน และฉันจะแอบร้องไห้
แม่ไม่เคยพูดดีๆกับฉัน แม่มักไม่พอใจฉันเสมอ และฉันก็จะเป็นเหมือนแม่ เราจึงมักไม่พูดกันดีๆ เรื่องที่ฉันไม่เคย เข้าใจเลยก็คือเรื่องที่แม่มักด่าฉันเสียงดัง ถ้ามีลูกฉันจะไม่ทำอย่างนี้กับลูกของฉันเด็ดขาด ฉันเคยถามแม่ต่อหน้า ผู้คนว่าให้เกิด ฉันออกมาทำไม
ชีวิตเดินทางแสนนานกว่าจะถึงวันนี้ ฉันเคยคิดว่าฉันเป็นลูกคนอื่นที่แม่เกลียด แต่จำเป็นเลี้ยงเอาไว้เพื่อคำว่า มนุษยธรรม
ที่โรงเรียน ตอนป.3 ฉันหลงรักคุณครูคนหนึ่ง ไม่มีวันที่เธอจะรู้เพราะมันอยู่ข้างในใจฉันและอยู่ตลอดชีวิต มีข่าวว่า เธอมีคู่รักเป็นรุ่นพี่ฉันเอง พี่คนนี้เรียนมศ.3ในขณะนั้น ความรักอย่างนี้ ฉันเพิ่งรู้จักจากคู่ของเธอ และฉันก็หลงรัก เธอ เหตุผลง่ายๆที่เมื่อโตขึ้นจึงรู้ นั้นคือเธอเป็นผู้หญิงที่ตรงข้ามกับแม่ฉันอย่างสิ้นเชิงน่ะสิ เธอเป็นคนพูดเพราะ เย็น หน้าตาใจดี เคยจูงมือฉันข้ามถนน มือนั้นเย็นแต่อบอุ่น มันประหลาดที่สุด
และทุกครั้งที่คิดถึงก็รู้สึกเหมือนเพิ่งปล่อยมือประเดี๋ยวเดียวนี้เอง
ตอนนั้นฉันยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเฝ้าคิดถึงแต่เธอคนๆ นี้รบกวนในจิตใจฉันทั้งวันทั้งคืน
ฉันพบพี่ๆตอนปิดเทอมใหญ่ชั้นป.4 ไม่รู้สึกอะไรกับการพบ เพราะไม่เคยคิดว่ามีใคร คิดว่าเหมือนแค่เป็นเรื่องเล่า และรู้สึกว่าเป็นคนอื่นเพราะเวลาที่ฉันอยู่ในพวกเขาฉันก็รู้สึกเป็นคนอื่นจริงๆ
การปรับตัวช่างเป็นไปอยากเย็นยิ่งสำหรับฉันปีต่อมา แม่รับพี่สาวมาอยู่ด้วย สิ่งที่ไม่เคยทำกับฉัน แม่ทำกับพี่สาว ไม่เคยพูดเพราะกับฉัน ไม่เคยเอาใจ แต่กลับทำกับพี่ ฉันมีสาเหตุแห่งการอิจฉา และบังเอิญแม่ไม่ได้เรียนจิตวิทยา เรื่องจึงไปกันใหญ่
ฉันไม่อยากอยู่บ้านเลย อยากอยู่โรงเรียนทั้งวันทั้งคืน อยากอยู่หอพัก เป็นเด็กเดินคนเดียวกระมัง ที่อยากอยู่ หอพักโรงเรียน ฉันก็แปลกใจที่ฉันอยากกลับเข้าไปอยู่ในนั้น ขณะที่เด็กในนั้นร้องไห้ฟูมฟายคิดถึงบ้าน กระทั่งแม่ฟาดฉันหลายครั้งเข้า ฉันจึงยอมจำนน
ตอนหลังๆแม่ตีฉันฉันไม่ร้องไห้อีกแล้วแต่เก็บไว้ข้างใน พี่ฉันไม่ได้เรียนต่อ เธอจบป.7 แล้วช่วยแม่ขายของ และเรียน ตัดผ้าไปด้วย กำลังเป็นสาวแรกรุ่น ฉันไม่เคยได้ยินเธอเอ่ยปากขอจะเรียน ฉันไม่รู้สึกอะไร ไม่สนใจ เช่นกัน กลับรู้สึกว่าเธอมีความสุขดีที่มาอยู่ที่นี่ แม่รัก เอาใจ ซื้อเสื้อผ้าตามใจชอบ แต่งตัวเก่ง ขณะที่ฉันนั้น กำลังตัวยาวเก้งก้างและ แม่ไม่เคยสนใจฉันเลยในเรื่องแต่งตัว
ฉันสังเกตเห็นพี่มีความสุขกับการมีอะไรกระจุกกระจิกเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว มีจดหมายของเพื่อนจากต่างจังหวัด เวลาฉันทะเลาะกับเธอ ฉันจึงมักจะแกล้งรื้อข้าวของกระจุยกระจาย แอบอ่านจดหมายแล้วเอามาล้อเลียน
เธอมีเพื่อนผู้ชายบ้างแล้วในตอนนั้น
เราทะเลาะกันบ่อย ดีกันบ้าง พี่สาวฉันตัวเล็กนิดเดียวแต่เวลาสู้เธอสู้ยิบตาคนตัวโตกว่าสู้ไม่ได้
บ้านเรา ไม่มีความสุขและฉันไม่รู้จะทำอย่างไรกับทุกอย่างรอบตัวและกับตัวเอง ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาล้นอก
ฉันมีน้าที่เป็นญาติห่างๆคนหนึ่ง น้าคนนี้รักฉันเป็นพิเศษ บ้านเธออยู่อำเภอไกล แต่ทุกครั้งที่เข้าเมือง น้าจะมา นอนที่บ้านและนอนกับฉันเล่าอะไรให้ฟังเล่า เรื่องลูกของเธอและสอนฉันด้วยคำพูดเพราะๆ
เธอสอนฉันว่าฉันโชคดีกว่าพี่สาวที่ได้เรียนหนังสือ ต่อให้แต่งตัวสวยแค่ไหนถ้าไม่ได้เรียนก็ไม่มีความหมายอะไร พี่เขาเข้าใจแม่ถึงได้ไม่เรียกร้องให้กลุ้มใจ เมื่อถูกสอนดีๆพูดดีๆ ฉันก็ร้องไห้เสียใจยกใหญ่ ซ้ำยังไปปลุกพี่สาว กลางดึกเพื่อขอโทษ รับปากรับคำอย่างดีว่าจะเป็นเด็กดีและอะไรอีกมากมาย
เมื่อคิดถึงตอนนี้แล้วก็ช่างน่าขันเพราะรู้สึกว่ามากไปในช่วงเวลาแห่งชีวิตที่ผ่านมานั้น ฉันทำอะไรมากไปน้อยไปล้น ไปตลอด ส่วนเรื่องพอดีนั้นมีบ้างเหมือนกันแต่น้อย หากแต่เป็นเรื่องหลักๆอย่างที่จะเล่าต่อไป
ฉันรู้จักความเป็นทอมเป็นดี้แล้วจากสายตาที่เห็นๆ เพราะเรียนโรงเรียนผู้หญิง เพียงไม่รู้ภาคปฎิบัติเท่านั้น ตอนนั้นเพื่อนเริ่มเปลี่ยนแปลง ช่วงเปลี่ยนเป็นการใหญ่นั้นเห็นจะเป็นช่วงที่เราเรียนอยู่ป.6 บางคนเปลี่ยน เป็นเดินโยกๆจะไปทางทอม บางคนก็จะสาวเริ่มมีเดทกับเด็กผู้ชายโรงเรียนข้างๆ
การจีบกันก็จะอยู่ไม่กี่โรงเรียนบริเวณนั้น ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วนสองโรงเรียน และเป็นโรงเรียนชายหนึ่งโรงเรียน พวกทอมดี้ก็จะจีบกับเด็กโรงเรียนเดียวกัน และโรงเรียนหญิงข้างๆ ส่งดอกไม้กันไม่เว้นแต่ละวัน พวกสาวๆ ก็ชอบกันกับโรงเรียนชายจะเหลืออีกสองพวก คือพวกเด็กเรียน กับพวกบ้าๆ บอๆ ฉันเองจัดตัวเอง ไม่ถูกว่าอยู่ใน พวกไหนแน่ จะไปทุกกลุ่มไม่ลงตัวสักที
ไปอยู่กับสาวๆ หล่อนก็พูดพล่ามแต่เรื่องผู้ชายทั้งวัน น่ารำคาญ คิดแต่จะอ่อยเหยื่อ จะแต่งตัว กับพวกทอมก็เพ้อ ถึงแต่ผู้หญิงน้องนู่นน้องนี่ พวกดี้นี่ไม่มีเพราะไม่เห็นมีใครเป็นในตอนนั้น เด็กเรียนก็คิดว่าเราโง่ จะจับฉัน ไปสอนอยู่เรื่อย พวกบ้าๆ บอๆ ก็รับได้เป็นพักๆ ตามความคิดได้ แต่อยู่ด้วยนานๆ ก็ไม่ไหว
ฉันโตขึ้นอย่างกว้างขวางมีเพื่อนมากมาย และได้แง่คิดมากมายจากการไม่ได้จับเจ่าอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กับเพื่อนฉันจึงได้รับความเกรงใจบ้างเล็กน้อย เพราะรู้ทุกอย่างกว่าคนวัยเดียวกัน
รู้เสียจนเมื่อมีเด็กรุ่นน้องมาชอบกลับ ไม่กล้า รู้สึกว่าเค้าเป็นเด็กน่ารัก เสียดายถ้าจะโดนนินทาเหมือนคนโน้น
คนนี้ หากแต่กลับชอบจะนั่งนึกถึงครูคนนั้น มีข่าวเธอเสมอตอนหลังคู่รักเธอแต่งงานไป ก็ยังเห็นไปมาหาสู่กัน ซึ่งฉันไม่เข้าใจ มาเข้าใจเมื่อโตขึ้นว่าเป็นหน้าที่ของชีวิตที่จำต้องดำเนินต่อไป
ช่วง ม.ศ.1-2 เริ่มกินเหล้าสูบบุหรี่เป็น จากการคบเพื่อนกลุ่มที่เป็นทอม และได้รู้จักการแต่งตัวและการดัดจริต เล็กน้อย ตามมารยาหญิงมาจากกลุ่มสาวซ่า และได้เรื่องแปลกๆทัศนะใหม่ๆมาจากพวกบ้าการเมืองบ้าง พวก หนอนหนังสือบ้าง และตัวเองเขียนหนังสือ เขียนเรื่องเพ้อฝันอย่างเด็กๆที่กำลังโตเป็นสาว และมีเพื่อนคนหนึ่ง คอยวิจารณ์มันๆ และคนนี้อีกเช่นกัน ที่วิจารณ์พวกผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกันเสียจน บางคนที่คิดจะเป็นแน่ๆ กลับเลิกเป็น เพราะกลัวใจเจ้าหล่อน และเพราะแคร์เหลือเกิน
รู้สึกว่าในชีวิตนี้คนที่รักเรามีไม่มากนัก รักอย่างที่เรารู้สึกได้เลยว่าคนนี้รักเราจึงแคร์ ฉันเป็นคนอยู่ข้างหน้าเวลา มีเรื่องทุกอย่าง เป็นคนที่จะอยู่ในระหว่างธรรมดากับทอม แต่ปรากฎว่าไม่มีใครเพราะอยู่แต่กับเพื่อน ขณะที่คน เป็นทอมต้องมีแฟน
พอตอนเรียนพาณิชย์ก็มีแฟน แต่รู้สึกตลอดว่าเป็นน้อง เมื่อความจริงและความฝันประจันหน้ากัน กลับพบว่าไม่ใช่ และรู้สึกสับสนตอนนั้นพี่ชายมาเรียนในจังหวัดเดียวกัน ขณะที่ฉันกำลังสับสนจิตสำนึกต่อสู้กันตลอดเวลา ผู้หญิงเป็นเด็กน่ารัก อ่อนกว่า 1 ปี เป็นคนที่รู้จักโลกข้างนอกน้อยมาก ครอบครัวมีระเบียบ พ่อแม่ของเธอรักฉันเหมือนลูกคนโต ไม่เคยระแวงสงสัย
แต่พี่ชายฉันสงสัย แววตาเขาใคร่รู้ เราไม่สนิทกันหรอกเพราะเพิ่งมาอยู่ด้วยกันเมื่อต่างคนต่างโต เขาอยู่บ้าน ไม่นานก็มีแฟนออกไปอยู่หอพักกับแฟน ทุกอาทิตย์จะกลับมาเอาเงินที่แม่ บางทีเอาแฟนมาด้วย เขาเป็นคน ที่เกลียดทอมเหลือเกิน แต่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันแคร์ในตอนนั้น ฉันไม่สนใจความชอบหรือไม่ชอบอะไรของเขา ไม่รู้สึกอะไรในความเป็นพี่เป็นน้อง เพราะเราไม่สนิทกัน ไม่ผูกพันกันอย่างพี่น้องอื่น ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่เพราะครั้งหนึ่งฉันมีเรื่อง และพี่ชายออกมายืนข้างหน้าปกป้องฉัน
เขาและฉันจึงรู้สึกตั้งแต่นั้นว่าเราเป็นพี่น้องกัน และโดยทันทีทันใดเส้นศรัทธาที่เคยเปื่อยย่อยยับก็กลับคืน
ฉันคิดทบทวน ในความนิ่งสนิท และพบว่าเพียงเท่านี้เองที่ฉันต้องการ
ในการที่เป็นคนดื้อห้าวตลอดที่ต้องการคือความรักเพียงเล็กน้อย ความจริงใจจากคนในครอบครัว อันเป็นต้น
เหตุแห่งชีวิต
ฉันว่าชีวิตเมื่อเกิดมาเป็นสิ่งใสบริสุทธิ์ เป็นประติมากรรมเลอเลิศ จะดีจะร้ายออกสู่สังคม ก็ด้วยเบ้าหลอมหล่อ ความเป็นตัวเป็นตน ในความนิ่ง ฉันรู้สึกว่าชีวิตพินาศและต้องเริ่มใหม่อย่างรวดเร็ว
กับแฟน บางทีฉันรู้สึกว่าทำตัวไม่ถูก หากจะเอ่ยอย่างจริงใจที่สุดก็คือน่าจะเพราะว่าฉันไม่มีน้อง ความรู้สึกนั้น รักกันเป็นอย่างน้อง และยังรู้สึกว่าทำให้ชีวิตเด็กคนนี้เสียหาย อย่างน้อยบางอย่างจะติดอยู่ในส่วนลึกของใจ ทั้งเราก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ตกลงพร้อมจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปทั้งชีวิต
ตอนนั้นฉันเรียนแค่ปีสอง จากจุดเล็กๆที่ใหญ่บานในใจนี้ นิ่งคิดสองวัน ตัดสินใจไปให้ไกลลืมข้างหลัง ฉันไปอยู่
กับพ่อ ตอนนั้นทำร้านขนมปัง ต่อมาพี่ชายเรียนจบก็ตามมาอยู่ด้วยพร้อมพี่สะใภ้ ที่นี่มีผู้ชายสองคนคนหนึ่งยอดแย่ อีกคนเป็นคนที่ทำให้เกิดความสมดุลและยุติการแสวงหาความรัก เพราะรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว
แต่ก่อนนั้น บางทีฉันอาละวาดมากมายเพื่อให้ได้อะไรนิดเดียว ต่อมาก็รู้จักการพอและกลับมีระเบียบ เป็นการปรับ เปลี่ยนกระทันหันรวดเร็ว เหมือนเราตัดตอนชีวิตทิ้งได้เป็นช่วงๆ แต่ชีวิตทุกตอน มีความหมายมีเรื่องราวสอน ตัวเองได้ทั้งสิ้น และเราไม่อาจทิ้งอะไรได้จริงความรู้สึกนึกถึงมือเย็นๆ ที่อบอุ่น จูงกันข้ามถนนนั้นยังอยู่ และในจินตนาการก็เพริศแพร้ว จึงอยู่ด้วยกันในหลับ และในตื่นความฝัน ช่างเป็นสิ่งวิเศษที่พระเจ้าให้มาแท้ๆในช่วงที่ไม่มีใคร เคยคิดว่าถ้ามีเพื่อนร่วมชีวิตตอนนั้น อยู่ในจุดที่พร้อมถ้ารู้จักผู้หญิงสักคน ถ้าเป็นผู้ใหญ่และพร้อมเช่นกัน
แต่ไม่มีความพอดีเช่นนั้น
และจริงๆ แล้วไม่มีใคร...และไม่รักใครอย่างฝัน ความเป็นจริงมีอยู่ว่า ไม่มีใครมองลอด ไปในความเป็นธรรมดา เพื่อเกิดความพิศมัย แล้วให้บังเอิญรักกันได้อย่างใจ วันหนึ่ง เมื่อเจอผู้ชายคนหนึ่งตัวใหญ่มาก หน้าบอกว่า ใจดีและตาบอกว่าคนนี้เกิดมาเพื่อฉัน ความรู้สึกนี้ทำให้เชื่อในเรื่องพรหมลิขิต
ในนาทีนั้น ความคิดก็ได้เปลี่ยนไป ที่เคยโทษพ่อโทษแม่โทษอะไรๆ รู้สึกถูกทำร้ายรู้สึกแย่ ก็เปลี่ยนทุกอย่าง มันเป็นตามที่มันจะเปลี่ยน
วันนี้ผ่านชีวิตมานาน ความจริงและความฝัน ก็ยังซ้อนกันอยู่ และยังพิมพ์ภาพผู้หญิงใจดีนั้นไว้เป็นภาพฝัน อยู่ด้วยกันมานานและอยู่ต่อไปตลอด แต่ความจริงก็คือผู้ชายและผู้หญิงหรือคนทุกคนไม่ดีหรือแย่ที่สุดเสมอไป
สำหรับตัวเองหากลูกสาวรักผู้หญิงด้วยกันจะไม่ว่า แต่จะสอนให้คิดให้รอบคอบ ดูให้นาน มันไม่มีอะไรต่าง ไปจากชายหญิง
ถ้าหากคือความรักเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใครจะเอาความรู้สึกออกไปจากใครไม่ได้ ห้ามใครไม่ได้ ทุกคนเลือกเอง ก้าวไปเอง หรือก้าวออกมาเองนี่คือชีวิตฉันที่เริ่มจากความยุ่งเหยิงสับสนและปรับมาเรื่อยๆ
ตอนนี้มองโลกสวย โลกคือภาพวาดมีมิติและการใช้ชีวิตเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง.